ประวัติบริษัท

ความเป็นมาและภาพรวมการประกอบธุรกิจ

บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2531 โดยกลุ่มวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ในงานวิศวกรรมแขนงต่าง ๆ นำโดย นายเสวก ศรีสุชาต และนายอำนวย กาญจโนภาศ เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการออกแบบจัดหา และรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมสำหรับอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้กลุ่มผู้ก่อตั้งได้เล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของความต้องการงานบริการด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ บริษัทได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ในระยะที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้น และได้มีการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในกิจการต่าง ๆ ในบริษัทย่อย ประกอบด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงไฟฟ้าขนาด 10 MW และการรับเหมางานในต่างประเทศ ได้ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้ากับบริษัทอื่น เพื่อรับเหมางานก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐบาล

นโยบายการรับงานในปี 2560 และในระยะต่อไป คาดว่าจะขยายงานไปรับงานภาครัฐบาลมากขึ้น เนื่องจาก ภาครัฐมีโครงการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานตามยุทธศาสตร์การขนส่งเช่น งานรถไฟรางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) งานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม) งานส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิและงานที่จะเกิดขึ้นสำหรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor-EEC) ของรัฐบาล เป็นต้น ส่วนงานภาคเอกชนยังรับงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่พึงพอใจในผลงานการให้บริการของบริษัท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเทสโก้โลตัส กลุ่ม CP กลุ่ม TCC กลุ่มปริญสิริกลุ่มโนเบิล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้งงานโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของบริษัท, บริษัทย่อย และบริษัทร่วม มีรายละเอียดการดำเนินกิจการ ดังนี้

บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมางานก่อสร้างทั่วไป รวมถึงงานออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมอย่างครบวงจร รับงานทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ โดยเป็นทั้งผู้รับเหมาโดยตรง (Main Contractor) และเป็นผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ซึ่งงานจากการรับเหมาโดยตรงและรับเหมาช่วงนั้นอาจจะมาจากวิธีการประมูล หรือการเจรจาต่อรองรวมถึงการร่วมมือกับบริษัทอื่นในลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) และกิจการค้าร่วม (Consortium) บริการของบริษัทสามารถแบ่งตามลักษณะงานและระบบที่ติดตั้งได้เป็น 5 ประเภทหลักได้แก่

  1. งานก่อสร้างโยธา
  2. ระบบไฟฟ้า
  3. ระบบปรับอากาศ
  4. ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย
  5. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม

บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เดิมชื่อ บริษัท ยูนิมา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

บริษัท พีแอลอีอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (“พีแอลอีอินเตอร์”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2530 เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป ครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา โรงแรม ที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม โดยพีแอลอีอินเตอร์เป็นบริษัทผู้รับเหมาที่มีผลงานกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยเป็นต้น บริษัทฯได้ซื้อหุ้นสามัญของยูนิมาร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียน ในเดือนกันยายน 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการประกอบธุรกิจของบริษัทด้านงานก่อสร้าง ในเดือนมิถุนายน 2548 บริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนจากเดิม 60 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินธุรกิจมากนัก ในปัจจุบันบริษัทมีแผนการที่จะร่วมมือกับผู้ลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเข้าประมูลงานของภาครัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

บริษัท เพาเวอร์พรอสเพค จำกัด

บริษัท เพาเวอร์พรอสเพค จำกัด (PPC) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10,000,000 บาท ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล 9.9 MW. บริษัทถือหุ้นใน PPC จำนวน 57.9% คิดเป็นเงินลงทุนจำนวนรวม 240.8 ในระยะหลายปีที่ผ่านมา PPC มีผลขาดทุนสะสมมาโดยตลอดจน ทำให้ส่วนทุนมีผลติดลบ จำนวน 46.8 ล้านบาท ประกอบกับ PLE ต้องให้การสนับสนุนด้านการเงินมาโดยตลอด ดังนั้นคณะกรรมการบริษัท จึงได้ตัดสินใจที่จะขายหุ้นของ PPC ให้กับบริษัท เอ็มพีเอ็นเนอร์ยีจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม โรงงานน้ำตาลมิตรผล โดยได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้น PPC และได้โอนหุ้น PPC ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 โดยการขายครั้งนี้บริษัทได้รับกระแสเงินสดกลับคืนจำนวน 162 ล้านบาท

บริษัท เทคเนอร์ จำกัด

บริษัท เทคเนอร์จำกัด (TN) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2533 มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ตั้ง 140 ชั้น 10 อาคารวัน แปซิฟิค เพลส ยูนิค 1001 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร 10110 โดยบริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) มีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2548 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 อนุมัติให้ร่วมลงทุนในบริษัท เทคเนอร์ จำกัด (TN) โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนของ TN เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท ได้จ่ายชำระเงินลงทุนและรับโอนหุ้นของ TN ซึ่งจะทำให้ TN เป็นบริษัทย่อยของ PLE เพื่อรับงานจากการเคหะแห่งชาติโครงการบ้านเอื้ออาทรโดย PLE เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ Letter of Guarantee ให้กับ TN 100% ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ที่ PLE จะได้รับจะเป็นรายได้ผลกำไรและเงินปันผลตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น และเมื่อสิงหาคม 2549 TN ได้จดทะเบียนเพิ่มทุน เป็น 60 ล้านบาท โดยมีทุนชำระแล้ว จำนวน 22.5 ล้านบาทซึ่งเป็นในส่วนที่ PLE ลงทุน จำนวน 11.25 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 PLE ได้ชำระทุนให้ครบอีก 18.75 ล้านบาท รวมเป็น 30.0 ล้านบาท TN ได้รับเหมางานก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) รวม 3 โครงการ คือโครงการลาดหลุมแก้วจำนวน 974 หน่วย โครงการอยุธยา (บางปะอิน) จำนวน 4,300 หน่วย และโครงการอ่างทอง จำนวน 1,550 หน่วย ปัจจุบันได้ส่งมอบงานโครงการลาดหลุมแก้วเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 2 โครงการ มีความคืบหน้าเพียง 13% เท่านั้น และเมื่อเมษายน 2551 ทาง กคช. ได้มีหนังสือขอยกเลิกโครงการทั้ง 2 โครงการและขอ Claim ตามหนังสือค้ำประกันธนาคาร 2 ฉบับ เป็นเงินรวม 280 ล้านบาท และหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยธนาคาร (CIMB ในปัจจุบัน) 1 ฉบับ จำนวน 79 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลว่า TN ผิดสัญญางานไม่มีควาบคืบหน้าซึ่งทาง TN ได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีศาลแพ่งกับ กคช. โดยระยะที่ผ่านมาได้มีการไกล่เกลี่ยรวม 2 ครั้ง และศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 3 เมษายน 2552 ซึ่งยังหาข้อยุติไม่ได้ศาลจึงนัดสืบพยานในวันที่ 20-23 กรกฎาคม 2553 ในเดือนพฤษภาคม 2555 ศาลแพ่งส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณา และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ TN และธนาคารผู้ค้ำประกัน ชำระค่าเสียหายให้กคช. (โครงการอยุธยา บางปะอิน) จำนวน 272.1 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 15% ของเงินต้น 203.8 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ TN และธนาคารผู้ค้ำประกัน ชำระค่าเสียหายให้กคช. (โครงการอ่างทอง วิเศษชัยชาญ) จำนวน 88.4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ของเงินต้น 66.74 ล้านบาท โดยบริษัทได้ทำการตั้งสำรองหนี้จำนวน 517.5 ล้านบาท สำหรับภาระค้ำประกันที่บริษัทได้ค้ำประกันหนี้ของ TN ไว้กับธนาคาร และทาง TN ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไว้แล้ว โดยคาดว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งประมาณ ปลายปี 2561

ส่วนการดำเนินการของบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นของ TN บริษัทได้ดำเนินการติดตามให้กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหารของ TN ให้จัดเตรียมแผนการสำหรับการแก้ไขปัญหา TN และติดตามทวงถามลูกหนี้รายใหญ่ของ TN บริษัท เอเพ็กซ์คอนครีทเทค จำกัด ให้ชำระหนี้คืนให้แก่ TN โดยเร็ว โดยในปี 2551 ทางกรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร TN ไม่ได้ดำเนินการให้มีความคืบหน้าแต่ประการใด นอกจากนั้นทางกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารของ TN ไม่ได้จัดทำงบการเงินประจำปี2551 เพื่อให้ผู้สอบบัญชีของบริษัทเข้าตรวจสอบ จนทำให้งบการเงินรวมของบริษัทประจำปี 2551 เป็นงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งการไม่ดำเนินการดังกล่าวของกรรมการผู้จัดการแลผู้บริหารของ TN ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย บริษัทจึงได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อดำเนินคดีกับ TN กรรมการผู้จัดการ และกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ได้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารของTNปัจจุบันได้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญากับกรรมการผู้จัดการ TN รวม 14 คดีซึ่งมีจำนวน 5 คดีที่คดีได้สิ้นสุดแล้ว คดีอาญา ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินจำคุกกรรมการผู้จัดการ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดีแพ่ง ศาลมีคำสั่งให้TN ชำระหนี้ให้กับบริษัท ได้ดำเนินการบังคับคดียึดและขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวม 5 แปลง เป็นเงิน 27,712,500 บาท แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้สนใจซื้อทรัพย์สินที่เป็นที่ดินเดิมที่ TN ซื้อมาเพื่อเป็นบ่อดิน โดยทางกรมบังคับคดีจะยังคงเปิดประมูลต่อไป

บริษัท บำรุงเมือง พลาซ่า จำกัด

บริษัท บำรุงเมือง พลาซ่า จำกัด (BMP) จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2545 มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เป็นทุนที่ชำระแล้ว จำนวน 125 ล้านบาท ที่ตั้ง 611 ถนนบำรุงเมือง แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินโครงการโบ๊เบ๊บำรุงเมือง พลาซ่าซึ่งเป็นอาคารสูง16ชั้น ประกอบด้วยส่วนที่ทำการค้า(พลาซ่า) 6 ชั้น และที่พักอาศัย 3 ชั้น ที่เหลือเป็นส่วนของที่จอดรถให้เช่าแก่บุคคลและธุรกิจทั่วไป พื้นที่ก่อสร้างรวม 81,939 ตารางเมตร พื้นที่ค้าขาย 30,107 ตารางเมตร พื้นที่สำนักงาน 5,416 ตารางเมตร พื้นที่พักอาศัย 14,686 ตารางเมตร พื้นที่จอดรถ 31,730 ตารางเมตร โครงการนี้ก่อสร้างอยู่บนที่ดินของสภากาชาดไทยที่ทาง BMP ได้ทำสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปีไว้แล้ว เนื่องจากทาง BMP และผู้ถือหุ้นเดิมของ BMPไม่สามารถชำระค่าก่อสร้างที่ติดค้างกับ บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่งจำกัด (มหาชน) (PLE) ได้ทาง BMP และผู้ถือหุ้นเดิมจึงตกลงทำสัญญาโอนหุ้นให้กับ PLE เพื่อให้ PLE เข้าไปบริหารกิจการของ BMP เพื่อก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จและบริหารโครงการเพื่อหารายได้มาชำระหนี้สินทั้งหมดที่ติดค้างอยู่กับ PLE โดย PLE ได้จดแจ้งการโอนหุ้นจำนวน 85% ของทุนจดทะเบียนของ BMP กับนายทะเบียนกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 การก่อสร้างอาคารโครงการเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2549 และได้รับอนุญาตในการใช้อาคารเรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่ทำให้การเปิดขายพื้นที่ให้เช่าของโครงการเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องมาจากผู้ถือหุ้นเดิมพยายามขอให้ชะลอการขายไว้เนื่องจากหาผู้ลงทุนใหม่เข้ามาลงทุนและชำระหนี้ที่ติดค้างอยู่กับ PLE ทั้งหมด อย่างไรก็ตามในระยะที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นเดิมของ BMP ยังไม่สามารถจัดหาผู้ลงทุนใหม่มาได้และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ได้มีการจดทะเบียนเพิ่มทุนใน BMP อีกจำนวน 500 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท (ทุนชำระแล้วจำนวน 625 ล้านบาท)โดยปัจจุบัน PLE ถือหุ้นใน BMP ในอัตราร้อยละ 99.99% และได้เริ่มเปิดขายพื้นที่ของโครงการอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2552 ซึ่งการเปิดขายยังไม่ส่งผลดีนักเนื่องจากผู้จองพื้นที่ชั้นที่เป็นแกนหลักไม่ให้ความร่วมมือเมื่อต้นปี 2554 บริษัทได้รับการสนับสนุนจาก PLEเพิ่มเติมให้ซื้อพื้นที่โครงการคืนจากผู้จองพื้นที่เดิม เปลี่ยนภาพลักษณ์โครงการ และวางแผนการขายพื้นที่ใหม่โดยเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น SOHO ได้ทำการปรับปรุงภายนอกและภายในโครงการใหม่ และให้ลูกค้าได้จองเช่าพื้นที่แล้ว โดยโครงการ SOHO ได้เปิดโครงการ Soft Opening ในปลายเดือนมีนาคม 2556 และ Grand Opening ในเดือนตุลาคม 2556 โดยที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของ BMP ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ในปี 2559 มีรายได้เพียง 75 ล้านบาท มีต้นทุนจากการขายและให้เช่า 24.4 ล้านบาท สิทธิการเช่าตัดจ่าย 64 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 38.1 ล้านบาท ทำให้ขาดทุน จำนวน 95.7 ล้านบาท บริษัทได้กำหนดแผนการที่จะขายโครงการ SOHO ให้กับผู้ลงทุนรายใหม่ต่อไป และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 PLE ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น BMP ทั้งหมดที่ PLE ถืออยู่ให้กับ บริษัท ธนบุรีเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในราคา 2,100 ล้านบาท และได้นำเงินจากการขายหุ้น BMP ชำระหนี้ธนาคารจำนวน 390 ล้านบาท และหนี้เงินกู้ยืมบริษัท จำนวน 432 บาท ทำให้บริษัทมีเงินสดรับจากการจำหน่าย BMP จำนวน 1.28 พันล้านบาท

บริษัท เอส เอ พี เอส 2007 โฮลดิ้ง จำกัด

บริษัท เอส เอ พีเอส 2007 โฮลดิ้ง จำกัด (SAPS) จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและชำระทุนเต็มจำนวน เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 โดยมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกับ บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 80 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2552 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีมติให้เพิ่มทุนใน SAPS เป็น 160 ล้านบาท โดยเงินลงทุนทั้งหมด SAPS นำไปลงทุนในบริษัท สิทธารมย์ดีเวลลอปเมนท์จำกัด (SDC) เพื่อประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรที่จังหวัดอุดรธานีและในปี 2559 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ของ PLE มีมติอนุมัติให้ SAPS ขายหุ้น STR ให้กับ บริษัท อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ในราคา 370 ล้านบาท ซึ่งการทำรายการครั้งนี้ทำให้บริษัทมีกำไรประมาณ 195 ล้านบาท

บริษัท สิทธารมย์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

บริษัท สิทธารมย์ดีเวลลอปเมนท์จำกัด (STR) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 160 ล้านบาทโดยมี SAPS ถือหุ้น 99.99% เพื่อดำเนินโครงการ บ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว ระดับราคาตั้งแต่ 2.0 ล้านถึง 3.5 ล้านบาท ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 วันที่ 28 มิถุนายน 2559 ได้อนุมัติให้ขายหุ้น STR ให้กับ บริษัท อาดามัส อินคอร์ปอร์เรชั่นจำกัด (มหาชน) (ADAM) ในราคา 370 ล้านบาท ซึ่งการทำรายการครั้งนี้ทำให้บริษัทมีกำไรประมาณ 195 ล้านบาท

บริษัทได้ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้า 2 แห่ง

  1. ร่วมลงทุน กับ บริษัท อีเอ็มซีจำกัด (มหาชน) ใช้ชื่อว่า “กิจการร่วมค้าอีเอ็มซีและเพาเวอร์ไลน์” ในสัดส่วนร้อยละ 51 ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2552 เพื่อให้บริการงานก่อสร้างงานโครงสร้าง, งานสถาปัตยกรรมและงานระบบประกอบอาคาร โครงการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ของ สำนักงานปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โครงการมีมูลค่าทั้งสิ้น 1,867 ล้านบาท ปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ ส่งมอบงานทั้งหมดในเดือนมีนาคม 2555 และได้ดำเนินการปิดบัญชีและยกเลิกกิจการแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 (งบเลิกกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560)
  2. ร่วมลงทุน กับ บริษัท แอสคอน คอนสตรัค จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด ใช้ชื่อว่า “กิจการร่วมค้า PAR” ในสัดส่วนการลงทุน ร้อยละ 35 เพื่อรับงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญาที่ 3 อาคารศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร มูลค่างาน 5,025 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มสัดส่วนในการลงทุนเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ในปลายปี 2558 ได้ส่งมอบงานทั้งหมดให้กับทาง รฟม. แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเก็บงานซ่อมแซม และเก็บเงินส่วนที่ค้างอยู่จำนวน 318.40 ล้านบาท ณ วันสิ้นปี 2558 รายได้ในส่วนของค่า K และงานเพิ่มที่คาดว่าจะได้รับจากรฟม. ไม่เป็นตามเป้าหมายในขณะที่ PAR ต้องรับรู้ต้นทุนที่สูงมาก ทำให้ PAR รับรู้ขาดทุน จำนวน 1,120 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทต้องรับรู้ขาดทุนจำนวนที่สูงมากในปี 2560 บริษัทมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับการเก็บงานซ่อมแซมที่ยังอยู่ในช่วงค้ำประกันงาน และทำให้ PAR มีผลขาดทุน 1.5 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญ

พัฒนาการที่สำคัญของบริษัทที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการควบคุมและลักษณะการประกอบธุรกิจ ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้


เมษายน บริษัทจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2560 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์กรุงเทพ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติ ดังนี้
  • มีมติงดจ่ายเงินปันผล เนื่องจากในปี 2559 ในงบการเงินเฉพาะกิจการบริษัทยังมีผลขาดทุนสะสมสูงถึง 1.39 พัน ล้านบาท แม้ว่าจะมีกำไรประจำงวดที่ 311.72 ล้านบาท
  • มีมติโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้น เพื่อล้างขาดทุนสะสม จากงบการเงินเฉพาะกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัท มีผลขาดทุนสะสม จำนวน 1,394,162,815.06 บาท บริษัทพิจารณาหักชดเชยเพื่อล้างขาดทุนสะสมจากเงินสำรอง ตามกฎหมาย (ม.116) เป็นจำนวน 24,300,000.00 บาท และจากทุนสำรองส่วนเกินมูลค่าหุ้น (ม.51) จำนวน 1,369,862,815.06 บาท
สิงหาคม
  • ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท บำรุงเมืองพลาซ่า จำกัด (BMP) บริษัทย่อย ที่ PLE ถืออยู่ทั้งหมด จำนวนรวมทั้ง สิ้น 23,261,148 หุ้น (คิดเป็นประมาณร้อยละ 99.997 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ BMP) ให้แก่ บริษัท ธนบุรีเฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (THG) ในราคา 2,100 ล้านบาท
  • จัดสรรหุ้นให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) จำนวน 5 ราย รวมจำนวนหุ้น 170,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1.1939 บาทต่อ หุ้น ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคา RO ที่บริษัทเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 1 บาทต่อหุ้น
ตุลาคม บริษัทจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์กรุงเทพ โดยที่ประชุมได้มีเรื่องแจ้งเพื่อทราบ ดังนี้
  • พิจารณาและรับทราบความคืบหน้าในการขายหุ้น บริษัท บำรุงเมืองพลาซ่า จำกัด (SOHO) ให้กับ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (THG)
  • พิจารณาและรับทราบความคืบหน้าผลการดำเนินการกับ บริษัท เทคเนอร์จำกัด (TN) (ซึ่งบริษัทถือหุ้นร้อยละ 50 ของTN) ในการแก้ไขปัญหา และผลของคำพิพากษาคดีระหว่าง TN กับ การเคหะแห่งชาติ
พฤศจิกายน บริษัท และผู้บริหารของบริษัทได้โอนหุ้นของ BMP ที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับทาง THG และทาง THG ได้ชำระเงินในกรอบ วงเงิน 2,100 ล้านบาท
ธันวาคม กำหนดการใช้สิทธิครั้งแรกของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่3(“ใบสำคัญแสดงสิทธิ” หรือ “PLEW3”)

“ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์เพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ของบริษัทที่แสดงไว้ ใน www.sec.or.th หรือเว็บไซด์ของบริษัท www.ple.co.th

Copyright@ By Power Line Engineering Public Company Limited
2 Soi Sukhumvit 81 (Siripoj) Sukhumvit Rd., Bangjak, Phrakhanong, Bangkok 10260
Tel. : 66-2332-0345 Fax : 66-2311-0851