สาส์นจากประธานกรรมการ

ภาพรวมของธุรกิจก่อสร้างในปี 2560 ชะลอลงเปรียบเทียบกับปี 2559 เนื่องจากการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานของภาครัฐบางโครงการที่เลื่อนออกไป ในขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้จำกัดในบางพื้นที่และในตลาดระดับกลาง และบน โดยเฉพาะในแขต พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้รับเหมารายใหญ่และรายกลาง ที่ต้องการจะเข้ารับงานในปี2560 บริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างต่างๆ ทั้งของภาค รัฐและเอกชน โดยบริษัทชนะการประมูลรวม 10 โครงการ มูลค่างานรวม 8.16 พันล้านบาท (ซึ่งเป็นงาน ภาครัฐมูลค่างานรวม 7.14 พันล้านบาท และงานภาคเอกชนมูลค่างานรวม 1.02 พันล้านบาท) ซึ่งเมื่อ รวมกับโครงการที่รับอยู่เดิมหลังจากการรับรู้รายได้ในปี 2560 ทำให้บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ณ ต้น ปี2561จำนวน 14.5 พันล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีต่อๆไป ผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทใน ปี 2560 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559โดยบริษัทมีรายได้รวม 8.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.3% มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับงวด จำนวน 1.11 พันล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.89 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็น ผลมาจากรายได้ที่เกิดจากกำไรจากการขาย บริษัท บำรุงเมืองพลาซ่าจำกัด (BMP)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยจำนวน 1.05 พันล้านบาท คิดเป็น 12.5% ของราย ได้ทั้งหมด ในขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท มีรายได้รวม 7.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.1% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 และมี กำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับงวด จำนวน 147.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.12 บาทต่อหุ้น

บริษัทมีรายได้รวมจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้และมีผลกำไรขั้นต้น 9.4% ต่ำ กว่าปี 2559 เล็กน้อยในขณะที่มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี 2560 ลดลง 52.8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองภาระค้ำประกัน บริษัท เทคเนอร์จำกัด จำนวน 165.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลของคดีที่มีคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง สูงสุด บริษัทมีค่าใช่จ่ายในการบริหารจัดการเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้รวม ลดลงทั้งในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งลดลงจาก 7.1% ในปี 2559 เป็น 4.96% ในปี 2560 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการในภาพรวมลดลงจาก8 .9% เป็น 6.1% ในปี 2560 เป็นผลมาจากการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อ เนื่อง นอกจากนั้นในส่วนของต้นทุนทางการเงิน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างลดลงจาก 3.16% ในปี 2559 ลงเหลือ 1.93% ในปี 2560 และธุรกิจของบริษัทโดยรวมลดลงจาก 3.18% ลงเหลือ 1.6% ในปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียกเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขาย BMPให้กับผู้ ลงทุนรายใหม่ในราคา2.1 พันล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวบริษัทได้นำไปชำระหนี้ของ BMP ที่ติดค้างกับสถาบันการเงินและนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ของบริษัทต่อไปโดย ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีกระแสเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายปีสูงขึ้นจาก 333.70 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 2.01 พันล้านบาท ในปี 2560 เพิ่มขึ้น 502%

พิจารณาโดยภาพรวมแล้วผลการดำเนินงานในปี 2560 ปรับตัวดีขึ้น นอกจากผลกำไรในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแล้วการจำหน่ายบริษัทย่อย BMP (ซึ่งในระยะหลายปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนจำนวนมาก และเป็นภาระให้กับบริษัท) ทำให้งบการเงินรวมมีผลกำไรดีขึ้นและได้รับกระแสเงินสดกลับคืนมาใช้ หมุนเวียนในกิจการได้เพิ่มขึ้น ในงบการเงินรวม สินทรัพย์ของบริษัทเพิ่มขึ้น 26.15% จากปี 2559 เป็น 9.04 พันล้านบาท ในปี 2560ในขณะที่หนี้สินรวม เพิ่มขึ้นเพียง 9.02% จาก 6.16 พันล้านบาท ในปี 2559 เป็น 6.72 พันล้านบาท ในปี 2560 โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 997.5 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 2.31 พันล้านบาท ในปี 2560 และมีกำไรสะสม 209.9 ล้านบาท ในขณะที่งบการเงินเฉพาะกิจการมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 18.75% เป็น 9.4 พันล้าน บาท และหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 18.83% เป็น 7.16 พันล้านบาท โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 18.48% เป็น 2.24 พันล้านบาท และมีผลกำไรสะสมจำนวน 139.67 ล้านบาท บริษัทได้ปรับฐานทุนเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายโดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 170 ล้านหุ้น ให้แก่นักลงทุนในวงจำกัด (PrivatePlacement) จำนวน 5 ราย ทำให้ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 1.192 พันล้านบาท เป็น 1.362 พันล้านบาท ซึ่งเพียงพอและเหมาะสมกับการดำเนิน ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัท และทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้น ซึ่งทำให้สถาบันการเงินและคู่ค้าของบริษัทมั่นใจในบริษัท และ สนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังคงต้องปรับปรุงพัฒนาการดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทต่อไป โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคลของบริษัท ซึ่งต้องมี การพัฒนาฝึกฝนทั้งด้านความชำนาญในงานแต่ละด้าน และการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น การนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ ในการทำงาน การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาทำงาน รวมถึงการพัฒนาและการสนับสนุน Supplychains เป็นสิ่งที่ต้องดำเนิน การในปี 2561 และปีต่อๆไป เพื่อให้สอดคล้องกับการที่บริษัทจะเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ (InfrastructureProjects) ของภาครัฐ ที่จะมีขึ้น และมีมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาท โดยบริษัทสามารถเข้าร่วมประมูลงานด้วยตนเอง หรือหาพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันเข้าประมูลงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพใน การประมูลงานได้มากขึ้นต่อไป

คณะกรรมการบริษัท ทราบดีว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2560 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น เป็นเพราะการได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของพนักงานและผู้บริหารของบริษัท ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยยึดหลักธรรมาภิบาล และในส่วนของคู่ค้า สถาบันการเงิน และผู้ถือหุ้นของบริษัทที่สนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมาเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัทมีความ เจริญมั่นคงอย่างต่อเนื่องต่อไป คณะกรรมการบริษัทจึงขอขอบพระคุณ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนบริษัทด้วยดีตลอดมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ


นายเสวก ศรีสุชาต
ประธานกรรมการบริษัท

Copyright@ By Power Line Engineering Public Company Limited
2 Soi Sukhumvit 81 (Siripoj) Sukhumvit Rd., Bangjak, Phrakhanong, Bangkok 10260
Tel. : 66-2332-0345 Fax : 66-2311-0851