chairman

เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.7 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ขยายตัวเพียง ร้อยละ 1.9 มูลค่าการลงทุนก่อสร้าง ภาครัฐและเอกชน ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 4% ซึ่ง เป็นผลมาจากเม็ดเงินลงทุนก่อสร้างภาครัฐบาลทยอยเพิ่มขึ้น แต่การเบิกจ่ายงบประมาณและการเดินหน้าโครงการก่อสร้าง ใหม่ ๆ ยังล่าช้าอยู่ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวจากการลงทุนของภาคเอกชนในส่วนของการก่อสร้าง เชิงพาณิชย์ในจังหวัดสําคัญที่แนวโน้มธุรกิจการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันที่จะชนะการประมูลงานทั้ง ภาครัฐและเอกชนระหว่างผู้รับเหมารายใหญ่และรายกลางยังคงเกิดขึ้นอย่างสูง ในส่วนของต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลัก เช่น เหล็ก คอนกรีต สายไฟ ทองแดง อลูมิเนียม และอุปกรณ์งานติดตั้งระบบประกอบอาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลในเชิงลบ ต่อการดําเนินงานของผู้รับเหมาก่อสร้าง

ในปี 2567 บริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานโครงการของภาครัฐและภาคเอกชนหลายโครงการ และชนะการประมูล รวม 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่างาน จํานวน 5.11 พันล้านบาท ซึ่งตํ่ากว่าเป้าหมายแต่เนื่องจากบริษัทมีงานในมือที่มาจากปี 2566 กว่า 15.1 พันล้านบาท ทําให้หลังจากการรับรู้รายได้ในปี 2567 จํานวนรวม 8.76 พันล้านบาทแล้ว ณ ต้นปี 2568 บริษัทมีงานในมือ (backlog) 10.74 พันล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2568 และปี ต่อ ๆ ไป นอกจากนั้น บริษัทยังมี แผนการที่จะเข้าร่วมประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทย และ ต่างประเทศ รวมถึง การเข้ารับงานจากภาคเอกชนรายใหญ่โดยคาดว่าจะได้รับงานเพิ่มเติมในปี 2568 อีกประมาณ 14.5 พันล้านบาท

ผลการดําเนินงานของบริษัทในปี 2567 แม้ว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น แต่ผลขาดทุนค่อนข้างมาก รวมถึงการชนะ การประมูลโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ได้ตามเป้าหมาย บริษัทมีรายได้รวม 9.62 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งมีรายได้รวม 9.35 พันล้านบาท ซึ่งรายได้ 96.3% เป็นรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และส่วนที่เหลือเป็นรายได้ อื่น ๆ บริษัทมีขาดทุนขั้นต้น 4.4% เปรียบเทียบกับกําไรขั้นต้น ปี 2566 ที่ 7.2% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาวัสดุก่อสร้างหลัก เช่น เหล็ก คอนกรีต สายไฟ ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้ง Direct Labor และ Sub-contractors รวมถึงการเข้าแก้ไขงานของ Sub-contractors และค่าใช้จ่าย Preliminary Costs ในการก่อสร้างที่สูงขึ้น บริษัทมีผลขาดทุนจากกิจกรรมดําเนินงาน 665.6 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกําไรในปี 2566 จํานวน 518.1 ล้านบาท และขาดทุนก่อนภาษีเงินได้ 1.10 พันล้านบาท เปรียบเทียบกับกําไร 178.5 ล้านบาท ในปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการบริหาร และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ประมาณ 1% ของรายได้ โดยมีสาเหตุมาจากระยะเวลาการเรียกเก็บเงินค่าก่อสร้างจากโครงการของภาครัฐที่ใช้ระยะเวลา ยาวขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทมีผลงานขาดทุนในปี 2567 จํานวน 909.26 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกําไรในปี 2566 จํานวน 93.92 ล้านบาท

ในปี 2567 บริษัทมีสินทรัพย์รวมลดลง 6.8% จาก 15.94 พันล้านบาท ในปี 2566 เป็น 14.85 พันล้านบาท ซึ่งเป็น การลดลงของสินทรัพย์หมุนเวียน โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน จํานวน 12.07 พันล้านบาท (81.3%) และสินทรัพย์ไม่ หมุนเวียน จํานวน 2.78 พันล้านบาท (18.7%) สินทรัพย์หมุนเวียน ลดลงจาก 13.43 พันล้านบาทในปี 2566 เป็น 12.07 พันล้านบาท ในปี 2567 ลดลง 10.1% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดลงของต้นทุนทํางานให้เสร็จตามสัญญาก่อสร้าง ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นโครงการภาครัฐ ในขณะที่บริษัทมีหนี้ สินรวมลดลง 1.3% จากปี 2566 จํานวน 13.58 พันล้านบาท เป็น 13.39 พันล้านบาทในปี 2567 โดยเป็นหนี้สินหมุนเวียนรวม 12.97 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 12.96 พันล้าน บาท เพิ่มขึ้น 0.12%

บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น เนื่องจากมีการใช้เงินกู้หมุนเวียนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจาก 5.27 พันล้านบาท ในปี 2566 เพิ่มเป็น 5.47 พันล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3.8% แม้ว่าภาระดอกเบี้ยจากหุ้นกู้จะลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก จํานวน 2.37 พันล้านบาท ในปี 2566 ลดลงเป็น 1.46 พันล้านบาทในปี 2567 เนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของการขาดทุนสะสม จํานวน 1.21 พันล้านบาท เปรียบเทียบกับ 304.4 ล้านบาท ในปี 2566 และส่งผลให้อัตราส่วน D/E ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 5.7 เท่าในปี 2566 เป็น 9.2 เท่า ในขณะที่ Gearing เพิ่มขึ้นจาก 2.55 เป็น 4.10 เท่า ในปี 2567 ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่สถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนบริษัทยังยอมรับได้

บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการทํางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้น โดยเน้นเรื่องส่งงานที่มีคุณภาพ และตามกําหนดเวลาให้ลูกค้า ควบคุมต้นทุนการทํางานให้อยู่ในงบประมาณ และเรียกเก็บเงินค่าก่อสร้างได้ตามเวลาและ เงื่อนไขที่กําหนด นอกจากนี้ ได้กําหนดกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานของบริษัทให้บริหารจัดการและดําเนินการตามกรอบของ ESG ให้ความสําคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งในบริเวณโครงการที่ปฏิบัติงาน ในเรื่องของขยะและมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจส่ง ผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในโครงการ หรือประชาชนบริเวณข้างเคียง เน้นเรื่องความปลอดภัยสุขอนามัยและสภาพแวดล้อม ที่ดีเป็นสําคัญ การเลือกคัดสรรและใช้วัสดุต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีการจัดทําโครงการคัดแยกขยะในทุกโครงการก่อสร้างเพื่อนํามา recycle บริษัทมุ่งเน้น และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการปรับปรุงกระบวนการทํางานของบริษัทในส่วนนี้ให้ได้รับการรับรองจากสถาบันรับรอง คุณภาพ ISO 14001:2015 และ ISO 45001:2018 ในกลางปี2568 นอกจากนั้นบริษัทส่งเสริมและพัฒนาพนักงานและ แรงงานโดยยึดถือกรอบ Human Rights ในการดําเนินการ ให้มีความรู้และความสามารถเพิ่มทั้งในด้านเทคนิคงานก่อสร้าง และติดตั้งระบบ ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้บริษัทผลิตผลงานที่ดีให้กับลูกค้าและเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป บริษัท ให้ความสําคัญกับ Value Chain มาโดยตลอด มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทํางาน รวมถึงให้การ สนับสนุนในเรื่องของนวัตกรรมสําหรับงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างใหม่ ๆ การปรับปรุงและดําเนินการดังกล่าวข้างต้น เป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้บริษัทมีความเจริญมั่นคงอย่างต่อเนื่องต่อไป

บริษัทจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยทําหน้าที่กํากับดูแลการดําเนินงานในด้านต่าง ๆ ของบริษัทที่อยู่ในกรอบของ บรรษัทภิบาล มีการพิจารณาควบคุมดูแลความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่ตํ่า และสามารถกําหนดวิธีการแก้ไข ปรับปรุง และลดความเสี่ยงในธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ณ โอกาสนี้ บริษัทขอขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Stakeholders) รวมถึงลูกค้า คู่ค้า ผู้บริหารและ พนักงาน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนบริษัท และทําให้การดําเนินงานของบริษัทบรรลุ ผลสําเร็จตามเป้าหมายตลอดระยะเวลากว่า 34 ปี ที่ผ่านมา

sign
พลโทสินชัย นุตสถิตย์
ประธานกรรมการบริษัท
sign
นายเสวก ศรีสุชาต
ประธานกรรมการบริหาร
cross menu