chairman

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ภาคการก่อสร้างของไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 2.0-2.3 ใกล้เคียงกับภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม สะท้อนถึง แรงกดดันจากข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ ภาวะการเงินดึงตัว และความระมัดระวังในการลงทุนของภาคเอกชน มูลค่า การลงทุนก่อสร้างรวม คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.45-1.50 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุน หลักจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยดำเนินการต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายงบประมาณและ การอนุมัติโครงการใหม่ยังคงเผชิญความล่าช้าในบางช่วงเวลา ส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่เต็มศักยภาพ ในส่วนของการ ลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะงานก่อสร้างเชิงพาณิชย์ในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพมหานคร และเมืองหลักที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และบริการ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่จากภาวะต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ใน ระดับสูง การแข่งขันในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ยังคงรุนแรง ทั้งในโครงการภาครัฐและเอกชน ผู้รับเหมารายใหญ่และราย กลางต่างใช้กลยุทธ์เสนอราคาที่แข่งขันสูงเพื่อรักษาปริมาณงานในมือ (Backlog) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของหลายบริษัท อยู่ภายใต้แรงกดดัน ด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลัก อาทิ เหล็ก คอนกรีต สายไฟ ทองแดง อลูมิเนียม และอุปกรณ์งานระบบ อาคาร ยังคงอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนตามราคาตลาดโลก แม้บางช่วงอาจชะลอตัวลง แต่โดยรวมยังสูงกว่าระดับ ก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อรอบก่อนหน้า ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้รับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะ โครงการที่ทำสัญญาแบบราคาคงที่ (Fixed Price Contract)

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2568-2569 มีแนวโน้มเติบโตในระดับต่ำ เฉลี่ย 1.6-2.4% โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญ จากหนี้ครัวเรือนที่สูง ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สำหรับแนวโน้มปี 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.9-2.0% โดยอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2568 เติบโตอยู่ในระดับ 1.0-2.0% สาเหตุมาจากงานภาครัฐมีการเปิดประมูลค่อนข้าง น้อย ส่วนงานภาคเอกชนยังคงหดตัวจากภาวะหนี้สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเมือง นอกจากนั้น ผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นมีผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงการ ขนาดใหญ่หลายโครงการของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเลื่อนระยะเวลาการเปิดประมูลออกไป ค่อนข้างน้อยในระหว่างปี ทำให้มีโครงการใหม่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบทำให้ผู้รับเหมาทั้งรายใหญ่และรายกลางต้องแข่งขันกันอย่างมากด้านราคาเพื่อให้ ชนะการประมูล สำหรับบริษัทในช่วงเดือนมกราคม 2568 - ธันวาคม 2568 บริษัทชนะการประมูลงานทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชนรวม 4 โครงการ มูลค่างาน 2.56 พันล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 บริษัทมี งานในมือรวมทั้งสิ้น 10,709 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในระยะต่อไป

ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 5,189.81 ล้านบาท ลดลง 46% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีรายได้รวมจำนวน 9,617.29 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากสัญญาก่อสร้าง จำนวน 4,726.83 ล้านบาท ลดลง 46% เปรียบเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีรายได้จำนวน 8,759.59 ล้านบาท ในขณะที่ต้นทุนงานก่อสร้างลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุน งานก่อสร้างในปี 2567 โดยในปี 2568 มีต้นทุนงานก่อสร้าง 3,922.13 ล้านบาท คิดเป็น 83% ของรายได้จากสัญญาก่อสร้าง ทำให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.02% โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 มีต้นทุนงานก่อสร้าง 9,212.20 ล้านบาท คิดเป็น 105% ของ รายได้จากสัญญาก่อสร้าง ทำให้ในปี 2567 บริษัทขาดทุนขั้นต้น 5.17% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นราคาของวัสดุหลัก อย่างรุนแรงอาทิ เหล็กเส้น สายไฟฟ้า คอนกรีต รวมถึงแรงงานขาดแคลน ต้องมีการจ้างงานในอัตราที่สูงขึ้น และทำงาน ล่วงเวลา ผู้รับเหมารายย่อยประสบปัญหาสภาพคล่อง ทำให้บริษัทต้องยึดงานและเข้าดำเนินการเอง สำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารของปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 457.88 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 489.54 ล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.91% 430.03 เนื่องจากค่าใช้จ่ายของบุคลากรต่างๆและสำรองหนี้เพื่อสงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงจาก ล้านบาท ในปี 2567 ลดลงเป็น 374.96 ล้านบาท ในปี 2568 เนื่องจากมีการชำระหนี้กับธนาคาร สำหรับวงเงินสินเชื่อโครงการ (Project Financing) บริษัทบันทึกกำไรสำหรับงวด สิ้นสุดปี 2568 จำนวน 1.79 ล้านบาท ในขณะที่ในปี 2567 ขาดทุนสุทธิสำหรับปี จำนวน 909.90 ล้านบาท

บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการส่ง มอบงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาแก่ลูกค้า ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนให้อยู่ภายใต้งบประมาณ ที่กำหนด ตลอดจนการบริหารจัดการเรียกเก็บเงินค่าก่อสร้างให้เป็นไปตามระยะเวลาและเงื่อนไขของสัญญา เพื่อเสริมสร้าง สภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการก่อสร้าง ทั้ง ในด้านการบริหารจัดการขยะ การควบคุมมลภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการ ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีอย่างเคร่งครัด และยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือก และใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) โดยได้ดำเนินโครงการ คัดแยกขยะในทุกโครงการเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ (Recycle) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังวางแผนตั้งเป้าหมายชัดเจนใน การยกระดับระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อให้ได้รับการรับรอง มาตรฐานสากล ได้แก่ International Organization for Standardization มาตรฐาน ISO 14001:2015 และ ISO 45001:2018 ซึ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ในด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและ พัฒนาศักยภาพของพนักงานและแรงงาน ภายใต้กรอบการเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights) เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และทักษะทั้งด้านเทคนิคงานก่อสร้างและงานติดตั้งระบบ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มี คุณภาพ เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและสังคมโดยรวม ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่าง ต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกับคู่ค้า ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ นวัตกรรมด้านงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันขององค์กร การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและการ เติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว และบริษัทยังได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานในด้าน ต่าง ๆ ภายใต้กรอบบรรษัทภิบาลที่ดี โดยมีการพิจารณา ประเมิน และควบคุมความเสี่ยงในทุกมิติให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไข ปรับปรุง และลดความเสี่ยงในธุรกรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ

ในโอกาสนี้ บริษัทขอขอบพระคุณผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (Stakeholders) รวมถึงลูกค้า คู่ค้า ผู้บริหารและพนักงาน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่ได้ให้การสนับสนุนและความไว้วางใจแก่บริษัทด้วยดีเสมอมา จนทำให้การดำเนินงานของบริษัทบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และพร้อมก้าวสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

sign
พลโทสินชัย นุตสถิตย์
ประธานกรรมการบริษัท
sign
นายเสวก ศรีสุชาต
ประธานกรรมการบริหาร
cross menu