นโยบายและภาพรวมการประกอบธุรกิจ
บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจํากัด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2531 โดยกลุ่มวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ในงานวิศวกรรมแขนงต่าง ๆ นําโดย นายเสวก ศรีสุชาต และนายอํานวย กาญจโนภาศ เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมสําหรับอาคารสํานักงาน อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้กลุ่มผู้ก่อตั้งได้เล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของความ ต้องการงานบริการด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญที่จะรองรับการเจริญเติบโตทางเ ศรษฐกิจของประเทศ บริษัทได้แปร สภาพเป็นบริษัทมหาชนจํากัดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ในระยะที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้น และได้มีการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในกิจการต่าง ๆ ในบริษัทย่อย ประกอบด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้าขนาด 10 MW และการรับเหมางานในต่างประเทศ ได้ร่วม ลงทุนในกิจการร่วมค้ากับบริษัทอื่น เพื่อรับเหมางานก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐบาล
นโยบายการรับงานในปี 2567 และในระยะต่อไป คาดว่าจะขยายงานไปรับงานภาครัฐบาลมากขึ้น เนื่องจาก ภาครัฐมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามยุทธศาสตร์การขนส่ง เช่น งานรถไฟรางคู่ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) งานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม) งานส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ และงานที่จะเกิดขึ้นสําหรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor-EEC) ของรัฐบาล เป็นต้น ส่วนงานภาคเอกชนยังรับงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่พึงพอใจในผลงานการให้บริการของบริษัท ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา เช่น กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่ม CP กลุ่ม TCC จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมทั้ง งานโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานผลิตยา โรงไฟฟ้า เป็นต้น
ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัท, บริษัทย่อย และบริษัทร่วม มีรายละเอียดการดําเนินกิจการ ดังนี้




บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE)
บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมางานก่อสร้างทั่วไป รวมถึงงานออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งงาน ระบบวิศวกรรมอย่างครบวงจร รับงานทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ โดยเป็นทั้งผู้รับเหมาโดยตรง (Main Contractor) และ เป็นผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ซึ่งงานจากการรับเหมาโดยตรงและรับเหมาช่วงนั้นอาจจะมาจากวิธีการประมูล หรือ การเจรจาต่อรอง รวมถึงการร่วมมือกับบริษัทอื่นในลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) และกิจการค้าร่วม (Consortium) บริการของบริษัทสามารถแบ่งตามลักษณะงานและระบบที่ติดตั้งได้เป ็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่
- งานก่อสร้างโยธา
- ระบบไฟฟ้า
- ระบบปรับอากาศ
- ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย
- ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และ ICT
บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด เดิมชื่อ บริษัท ยูนิมา เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด (PLEI)
บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (“พีแอลอี อินเตอร์”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2530 เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป ครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารสํานักงาน อาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา โรงแรม ที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม โดยพีแอลอี อินเตอร์เป็นบริษัทผู้รับเหมาที่มีผลงาน กับหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น บริษัทฯได้ซื้อหุ้นสามัญของยูนิมาร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียน ในเดือนกันยายน 2543 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อขยาย การประกอบธุรกิจของบริษัทด้านงานก่อสร้าง ในเดือนมิถุนายน 2548 บริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนจากเดิม 60 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาไม่ได้ดําเนินธุรกิจมากนัก ในปัจจุบันบริษัทมีแผนการที่จะร่วมมือกับผู้ลงทุน จากต่างประเทศ เพื่อเข้าประมูลงานของภาครัฐบาลและ/หรือโครงการพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตต่อไป
ปี 2566 ได้เข้าร่วมลงทุนในรูปของกิจการร่วมค้า (Joint venture) ในนาม “กิจการร่วมค้า อินเตอร์-ออสซี่” (Inter- Ausy Joint Venture) โดยตกลงแบ่งสัดส่วนการลงทุน การแบ่งผลกําไร ขาดทุนในการดําเนินงานของกิจการร่วมค้า ดังนี้
- บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (PLEI) ร้อยละ 80
- บริษัท ออสซี่ จํากัด (AUSY) ร้อยละ 20
เพื่อเข้าร่วมดําเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วง เอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 8 ก่อสร้างบนทางหลวงหมายเลข 35 ระหว่าง กม.31+207.250 - กม.33+366.000 รวมระยะทาง ประมาณ 2.159 กิโลเมตร มูลค่างานทั้งสิ้น 1,594.85 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน ซึ่งจะ เป ็นการรับเหมาช่วง (Subcontract) จากกิจการร่วมค้า ซีซีเอสพี-เดอะซีอีซี ซึ่งเป ็นบริษัทย่อยของ บมจ.ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่ง ได้รับสัญญาจ้างจากกรมทางหลวง แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป ็นการเรียนรู้ระบบการทํางาน และการดําเนินการก่อสร้างงานประเภท Infrastructure รวมถึงเป ็นการสร้างบุคลากรรองรับการขยายงานด้านนี้ต่อไปในอนาคต
บริษัท เทคเนอร์จำกัด (TN)
บริษัท เทคเนอร์ จํากัด (TN) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2533มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ รับเหมาก่อสร้าง ที่ตั้ง 140 ชั้น 10 อาคาร วัน แปซิฟิค เพลส ยูนิค 1001 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 โดยบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด (มหาชน) มีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2548 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 อนุมัติให้ร่วมลงทุนในบริษัท เทคเนอร์ จํากัด (TN) โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนของ TN เป็นจํานวนเงิน 5 ล้านบาท ได้จ่ายชําระเงินลงทุนและรับโอนหุ้นของ TN ซึ่งจะทําให้ TN เป็น บริษัทย่อยของ PLE เพื่อรับงานจากการเคหะแห่งชาติโครงการบ้านเอื้ออาทรโดย PLE เป็นผู้คํ้าประกันวงเงินสินเชื่อ Letter of Guarantee ให้กับ TN 100%ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ที่ PLE จะได้รับจะเป็นรายได้ผลกําไรและเงิน ปันผลตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น และเมื่อสิงหาคม 2549 TN ได้จดทะเบียนเพิ่มทุน เป็น 60 ล้านบาท โดยมีทุนชําระแล้ว จํานวน 22.5 ล้านบาทซึ่งเป็นในส่วนที่ PLE ลงทุน จํานวน 11.25 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 PLE ได้ชําระ ทุนให้ครบอีก 18.75 ล้านบาท รวมเป็น 30.0 ล้านบาท TN ได้รับเหมางานก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรกับการเคหะแห่งชาติ(กคช .) รวม 3 โครงการ คือ โครงการลาดหลุมแก้ว จํานวน 974 หน่วย โครงการอยุธยา (บางปะอิน) จํานวน4,300 หน่วย และ โครงการอ่างทอง จํานวน 1,550 หน่วย TN ได้ส่งมอบงานโครงการลาดหลุมแก้วเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 2 โครงการ มี ความคืบหน้าเพียง 13% เท่านั้น และเมื่อเมษายน 2551 ทาง กคช. ได้มีหนังสือขอยกเลิกโครงการทั้ง 2 โครงการและขอ Claim ตามหนังสือคํ้าประกันธนาคาร 2 ฉบับ เป็นเงินรวม 280 ล้านบาท และหนังสือคํ้าประกันธนาคารไทยธนาคาร (CIMB ในปัจจุบัน) 1 ฉบับ จํานวน 79 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลว่า TN ผิดสัญญางานไม่มีควาบคืบหน้า ซึ่งทาง TN ได้ยื่นฟ้องร้องดําเนินคดีศาลแพ่งกับ กคช. โดยระยะที่ผ่านมาได้มีการไกล่เกลี่ยรวม 2 ครั้ง และศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 3 เมษายน 2552 ซึ่งยังหาข้อยุติไม่ได้ ศาลจึงนัดสืบพยานในวันที่ 20-23 กรกฎาคม 2553 ในเดือนพฤษภาคม 2555 ศาลแพ่ง ส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณา และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ศาลปกครองกลางได้มีคําพิพากษาให้ TN และธนาคารผู้คํ้า ประกัน ชําระค่าเสียหายให้ กคช. (โครงการอยุธยา บางปะอิน) จํานวน 272.1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ของเงินต้น 203.8 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลปกครองกลางได้มีคําพิพากษาให้ TN และธนาคารผู้คํ้าประกัน ชําระ ค่าเสียหายให้ กคช. (โครงการอ่างทอง วิเศษชัยชาญ) จํานวน 88.4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ของเงินต้น 66.74 ล้านบาท โดยบริษัทได้ทําการตั้งสํารองหนี้ จํานวน 517.5 ล้านบาท สําหรับภาระคํ้าประกันที่บริษัทได้คํ้าประกันหนี้ของ TN ไว้กับ ธนาคาร และทาง TN ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไว้แล้ว
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคําพิพากษาให้ TN และธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้คํ้าประกัน TN โครงการบางปะอิน ชําระเงินจํานวนรวม 483 ล้านบาท ให้กับ กคช. ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ได้ชําระเงินจํานวนดังกล่าวข้างต้นให้กับ กคช. เรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ได้อนุมัติเงินกู้ระยะยาว ผ่อนชําระภายใน 60 เดือน จํานวน 483 ล้านบาท ให้กับบริษัทในฐานะผู้คํ้า ประกัน TN
ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ให้ TN และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จํากัด (มหาชน) (CIMB) ในฐานะผู้คํ้าประกัน TN โครงการวิเศษชัยชาญ ชําระ เงินจํานวนรวม 233.19 ล้านบาท ให้กับ กคช. ซึ่ง CIMB ได้ชําระเงินดังกล่าวข้างต้นให้กับ กคช. เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2567 CIMB แจ้งให้บริษัทชําระหนี้ ตามหนังสือคํ้าประกันที่ธนาคารออกให้กับ TN เพื่อคํ้าประกัน จํานวนประมาณ 187 ล้านบาท ในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งในส่วนนี้ คาดว่าธนาคารจะจัดเป็นเงินกู้ระยะยาวให้กับบริษัท เช่นเดียวกัน
ส่วนการดําเนินการของบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นของ TN บริษัทได้ดําเนินการติดตามให้กรรมการผู้จัดการและ กรรมการบริหารของ TN ให้จัดเตรียมแผนการสําหรับการแก้ไขปัญหา TN และติดตามทวงถามลูกหนี้รายใหญ่ของ TN บริษัท เอเพ็กซ์คอนครีท เทค จํากัด ให้ชําระหนี้คืนให้แก่ TN โดยเร็ว โดยในปี 2551 ทางกรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร TN ไม่ได้ดําเนินการให้มีความคืบหน้าแต่ประการใด นอกจากนั้นทางกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารของ TN ไม่ได้จัดทํางบ การเงินประจําปี 2551 เพื่อให้ผู้สอบบัญชีของบริษัทเข้าตรวจสอบ จนทําให้งบการเงินรวมของบริษัทประจําปี 2551 เป็นงบ การเงินที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งการไม่ดําเนินการดังกล่าวของกรรมการผู้จัดการแลผู้บริหารของ TN ทําให้บริ ษัทได้รับความเสียหาย บริ ษัทจึงได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อดําเนินคดีกับ TN กรรมการผู้จัดการ และ กรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ได้ดําเนินคดีอาญากับกรรมการผู้จัดการ และ ผู้บริหารของ TN ปัจจุบันได้ดําเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญากับกรรมการผู้จัดการ TN รวม 14 คดี ซึ่งมีจํานวน 5 คดี ที่คดี ได้สิ้นสุดแล้ว คดีอาญา ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินจําคุกกรรมการผู้จัดการ คดีแพ่ง ศาลมีคําสั่งให้ TN ชําระหนี้ ให้กับบริษัท ได้ดําเนินการบังคับคดี ยึดและขายทรัพย์ เพื่อชําระหนี้ ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี รวม 5 แปลง เป็นเงิน 27,712,500 บาท แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้สนใจซื้อทรัพย์สินที่เป็นที่ดินเดิมที่ TN ซื้อมาเพื่อเป็นบ่อดิน โดยทาง กรมบังคับคดีจะยังคงเปิดประมูลต่อไป
บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (เดิมชื่อ บริษัท เอส เอ พี เอส 2007 โฮลดิ้ง จํากัด) (SAFP)
บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (SA) เดิมชื่อ บริษัท เอส เอ พี เอส 2007 โฮลดิ้ง จํากัด (SAPS) จด ทะเบียนจัดตั้งบริษัทและชําระทุนเต็มจํานวน เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 โดยมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกับ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด (มหาชน) โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 80 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2552 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีมติให้เพิ่มทุนใน SAPS เป็น 160 ล้านบาท โดยเงินลงทุนทั้งหมด SAPS นําไป ลงทุนในบริษัท สิทธารมย์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (SDC) เพื่อประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรที่จังหวัดอุดรธานี และในปี 2559 ที่ ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ของ PLE มีมติอนุมัติให้ SAPS ขายหุ้น STR ให้กับ บริษัท อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ในราคา 370 ล้านบาท ซึ่ งการทํารายการครั้งนี้ ทําให้บริษัทมีกําไร ประมาณ 195 ล้านบาท วันที่ 17 สิงหาคม 2561 SAPS ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในซอยเอกมัย 22 เนื้อที่ 3 งาน 99 ตารางวา ในราคา 111,720,000 บาท เพื่อลงทุนโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม และตกลงทําการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินนี้ ใน วันที่ 5 มีนาคม 2562
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (SAFP) โดย SAFP เข้าลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม ชื่อโครงการ HOLME Ekamai 22 ทําเลที่ตั้ง ภายในซอยเอกมัย 22 และต่อเชื่อมกับ ซอยปรีดี พนมยงค์ 41 Concept การออกแบบ Modern Contemporary ราคาขาย 150,000 บาทต่อตารางเมตร (129,000 บาท/ตรม. 162,000 บาทต่อ ตรม.) เริ่มเปิดตัวโครงการเมื่อ ประมาณเดือน พฤศจิกายน 2562
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 มีมติให้บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (ซึ่งเป ็นบริษัทย่อยของ PLE) ดําเนินการก่อสร้างคอนโดมิเนียม โครงการ “Holme Ekkamai 22” โดย มี บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มูลค่างาน 220 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 18 เดือน แล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2565 ในปี 2564 โครงการ Holme Ekkamai 22 ได้รับรางวัลชนะเลิศ Thailand Property Awards 2 รางวัล จัดโดย Property Guru สาขา Best Mid-End Condo Development และ Best Condo Architectural Design
ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 มียอดจองทั้งสิ้น 42 ยูนิต คิดเป็น 47% เป็นเงิน 262.00 ล้านบาท รายละเอียดดังนี้
| ประเภทห้อง | จํานวนห้องทั้งหมด | จํานวนจอง | คิดเป็น % |
|---|---|---|---|
| ห้องแบบ 1 Bed | 70 ยูนิต | 30 ยูนิต | 43% |
| ห้องแบบ 2 Bed | 12 ยูนิต | 9 ยูนิต | 75% |
| ห้องแบบ Duplex | 8 ห้อง | 3 ยูนิต | 38% |
| รวมทั้งสิ้น | 90 ยูนิต | 42 ยูนิต | 47% |
ในปี 2567 เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ ห้องชุดเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2567 ปัจจุบันยอดการโอนกรรมสิทธิ์ เป็น ดังนี้
| โอนกรรมสิทธิ์ เรียบร้อยแล้ว | 24 ยูนิต |
| ลูกค้ากู้ไม่ผ่าน | 1 ยูนิต |
| ลูกค้าต่างชาติรอนัดโอนกรรมสิทธิ์ | 1 ยูนิต |
| อยู่ระหว่างนัดตรวจ Defect | 7 ยูนิต |
| ห้องเปลี่ยนแปลงแบบ ยังไม่พร้อมตรวจ | 9 ยูนิต |
| รวม | 42 ยูนิต |
|---|
บริษัท โปร อินเทลลิเจ้นซ์ แอนด์ โซลูชั่นส์ จํากัด (PISO)
บริษัทได้เข้าร่วมทุนกับ บริษัท ไพร์ม โรด กรุ๊ป จํากัด และบริษัท โพรแมซส์ จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ใน นาม “บริษัท โปร อินเทลลิเจ้นซ์ แอนด์ โซลูชั่นส์ จํากัด” (PISO) เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบและบริการติดตั้ง ระบบอินทอร์เน็ต ระบบสื่อสาร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ จัดจําหน่ายอุปกรณ์สื่อสารทุกประเภท ทุนจดทะเบียนบริษัท 20 ล้านบาท โดยได้ชําระทุนเบื้องต้น 25% คิดเป ็นเงิน 5 ล้านบาท และในสัดส่วน 44% ของ PLE ต้อง ชําระทุนเบื้องต้น 2.2 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น ดังนี้
| บริษัท | สัดส่วนการถือหุ้น |
|---|---|
| 1. บริษัท ไพร์ม โรด กรุ๊ป จำกัด | 51% |
| 2. บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) | 44% |
| 3. บริษัท ไพรแมซส์จำกัด | 5% |
ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 บริษัทได้ซื้อหุ้นจาก บริษัท ไพรแมซส์ จํากัด จํานวน 10,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 25 บาท (ราคาตามที่ชําระค่าหุ้น) เป ็นเงิน 250,000 บาท ทําให้ปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้นใหม่ เป ็นดังนี้
| บริษัท | สัดส่วนการถือหุ้น |
|---|---|
| 1. บริษัท ไพร์ม โรด กรุ๊ป จำกัด | 51% |
| 2. บริษัท เพาเวอร์ไลน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) | 49% |
บริษัทได้ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้า 2 แห่ง
- ร่วมลงทุน กับ บริษัท แอสคอน คอนสตรัค จํากัด (มหาชน) และ บริษัท รวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จํากัด ใช้ชื่อว่า “กิจการร่วมค้า PAR” ในสัดส่วนการลงทุน ร้อยละ 35 เพื่อรับงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่- บางซื่อ) สัญญาที่ 3 อาคารศูนย์ซ่อมบํารุงและอาคารจอดแล้วจร มูลค่างาน 5,025 ล้านบาท บริษัทได้เพิ่มสัดส่วนในการ ลงทุนเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ในปลายปี 2558 ได้ส่งมอบงานทั้งหมดให้กับทาง รฟม. แล้ว ณ วันสิ้นปี 2558 รายได้ในส่วน ของค่า K และงานเพิ่มที่คาดว่าจะได้รับจาก รฟม. ไม่เป็นตามเป้าหมาย ในขณะที่ PAR ต้องรับรู้ต้นทุนที่สูงมาก ทําให้ PAR รับรู้ขาดทุน จํานวน 1,120 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทต้องรับรู้ขาดทุนจํานวนที่สูงมาก ในปี 2561 บริษัทมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสําหรับการเก็บงานซ่อมแซมที่ยังอยู่ในช่วงคํ้าประกันงาน และทําให้ PAR มีผลขาดทุน 2.6 ล้าน บาท ได้รับเงินส่วนที่โครงการค้างอยู่ 69 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน 2563 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการรอชําระบัญชี
- ร่วมลงทุนจัดตั้ง “กิจการร่วมค้า อินเตอร์-ออสซี่” ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด และบริษัท ออสซี่ จํากัด เพื่อดําเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 8 โดยตกลงแบ่งสัดส่วนการลงทุน การแบ่งผลกําไร ขาดทุนในการดําเนินงานของกิจการร่วมค้า ดังนี้
- บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (PLEI) ร้อยละ 80
- บริษัท ออสซี่ จํากัด (AUSY) ร้อยละ 20
“ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์เพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ของบริษัทที่แสดงไว้ใน www.sec.or.th หรือเว็บไซด์ของบริษัท www.ple.co.th”
