ลักษณะการประกอบธุรกิจ

โครงสร้างการถือหุ้น

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทมีการถือหุ้นในบริษัทย่อย และบริษัทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกิจการร่วมค้า ดังนี้

ชื่อบริษัท ร้อยละการถือหุ้น ประเภทธุรกิจ
บริษัทย่อย    
บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด* 99.99 รับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป
บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท เอส เอ พี เอส 2007 โฮลดิ้ง จำกัด) 99.99 เป็น Holding Company สำหรับลงทุนในธุรกิจอื่นๆ
บริษัท เทคเนอร์ จำกัด** 50.00 รับเหมาก่อสร้าง
กิจการร่วมค้า 1 แห่ง    
1. กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ 100.00 รับเหมางานรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญา 3

หมายเหตุ

* บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เดิมชื่อ บริษัท ยูนิมา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

** บริษัท เทคเนอร์ จำกัด บริษัทได้ส่ง นายเสวก ศรีสุชาต และนายอนุชา นิตยานุภาพ เข้าเป็นกรรมการบริษัทร่วมกับกรรมการจากผู้ถือหุ้นรายอื่น คือ นายชัชวาล สุยะนันทน์ และนางสุภนันท์ จุลวัจนะ ได้หยุดดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีฟ้องร้องกับการเคหะแห่งชาติ

โครงสร้างรายได้แยกตามสายผลิตภัณฑ์

(หน่วย : พันบาท)

ผลิตภัณฑ์ ดำเนินการโดย สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ปี 2562 ปี 2561 ปี 2560
รายได้ ร้อยละ รายได้ ร้อยละ รายได้ ร้อยละ
งานระบบ -บริษัท - 6,362,951 67.89 3,699,294 47.69 3,410,475 47.35
  -พีแอลอี อินเตอร์ฯ (ยูนิมา) 99.99 - - - - - -
งานก่อสร้างโยธา -บริษัท - 3,009,021 32.11 4,057,607 52.31 3,735,870 51.87
  -พีแอลอี อินเตอร์ฯ (ยูนิมา) 99.99 - - - - - -
  -กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ 100.00 - - - - (1,999) (0.03)
งานบ้านเอื้ออาทร -บริษัท - - - - - - -
อื่นๆ -บริษัท บำรุงเมืองพลาซ่า จำกัด* 99.99 - - - - 58,274 0.81
รายได้จากการให้บริการ 9,371,972 100.00 7,756,901 100.00 7,202,620 100.00
รายได้อื่น 235,629   215,070   1,225,292  
รายได้รวม 9,607,601   7,971,971   8,427,912  

หมายเหตุ

* บริษัทได้จำหน่ายหุ้นของบริษัทย่อย บริษัท บำรุงเมืองพลาซ่า จำกัด ไปแล้ว ตั้งแต่สิ้นปี 2560 และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ครบถ้วนในปี 2561

การตลาดและการแข่งขัน

การทำการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่สำคัญ

ในการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท นอกจากการมุ่งเน้นความสามารถในการรักษาสัดส่วนการตลาดภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูง และในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มบริษัทยังมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวด้วย กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีดังนี้

1. ชื่อเสียงและประสบการณ์ของกลุ่มวิศวกรผู้บริหารนอกเหนือจากความสามารถในการบริหารงาน ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากการนำพากลุ่มบริษัทให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 และบริหารจัดการให้บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิศวกรผู้บริหารของกลุ่มบริษัทมีความรู้และประสบการณ์การทำงานภาคปฏิบัติในงานวิศวกรรมมากกว่า 31 ปี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ ทำให้สามารถมีส่วนช่วยตรวจสอบดูแลการทำงานของวิศวกรระดับผู้จัดการโครงการอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมอื่นๆ กลุ่มบริษัทจะมีความสามารถในการนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว

2. ผลงานอันเป็นที่ยอมรับในอดีต ด้วยคุณภาพของผลงานและบริการในอดีตของกลุ่มบริษัทที่ได้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าจำนวนมากได้ให้ความเชื่อถือและความไว้วางใจในการกลับมาใช้บริการของกลุ่มบริษัทอีก รวมทั้งได้แนะนำต่อไปยังลูกค้าอื่นๆ ด้วย ดังนั้นกลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายหลักในการที่จะรักษาและเสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัท โดยดำเนินการ ดังนี้

  • การรักษาคุณภาพของผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ
  • การดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและมีจรรยาบรรณที่ดีต่องานในสัญญา
  • การดำเนินงานในแต่ละโครงการให้แล้วเสร็จตามกำหนดการที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า
  • การดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าเสมือนหนึ่งว่าบริษัทคือเจ้าของโครงการดังกล่าวด้วย และ
  • การบริการหลังการขายและหลังหมดสัญญาบริการ

3. ความสามารถของบุคลากร กลุ่มบริษัทมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรซึ่งนับเป็น ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานและดำรงไว้ซึ่งความสามารถใน การแข่งขัน ดังนี้

  • การพัฒนาความรู้และความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความรู้ทาง เทคนิควิชาการและการจัดการ
  • การสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่องาน
  • การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร
  • การทำงานเป็นทีม การประสานงานระหว่างทีมวิศวกรและบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ในการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้า
  • การนำเอาระบบ KPI และ Balance Scores Card (BSC) เข้ามาใช้วัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานและบุคคล รวมถึงนำระบบ Talent Management และ Succession Plan เข้ามาใช้เพื่อวางแผนบุคลากรผู้บริหารของบริษัท

4. สถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยการรักษาอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับต่ำ และระดับสภาพคล่องที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทมีอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 3.15 เท่า โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง 1.29 เท่า มีกระแสเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 0.18 พันล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารหลายแห่งเพื่อใช้ในการดำเนินการ ในวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 28,448 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงาน

5. ประสิทธิภาพในการจัดการกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบการทำงานและการจัดการส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและพัฒนาความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยได้รับการรับรองการบริหารงานคุณภาพมาตั้งแต่ วันที่ 31 สิงหาคม 2543 (ISO 9002:1994) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 Version 2000 จากบริษัท BVQI จำกัด และบริษัทได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO9001:2008 โดย บริษัท Bureau Veritas Quality International (BVQI) จำกัด เป็นผู้ประเมินและให้การรับรองในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 บริษัทยังคงมีการรักษาระบบบริหารงานคุณภาพที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจติดตามจาก บริษัท Bureau Veritas ทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งในส่วนของบริษัทเองยังมีการสุ่มตรวจภายในอย่างต่อเนื่อง โดยการประยุกต์หลักการในการตรวจแบบ Process Approach (การพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ)โดยสถาบันดังกล่าวได้มีการทบทวนการรับรองทุกปี และในปี 2560 บริษัทได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 เรียบร้อยแล้ว

6. การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทได้มีการกำหนดนโยบายในการจัดซื้อ เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างการแข่งขันระหว่างผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่าต้นทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเข้ารับงานภาครัฐเพิ่มขึ้น แม้ว่าในการเข้าร่วมประมูลงานจากภาครัฐจะต้องคำนึงถึงรายละเอียดและคุณสมบัติตามข้อกำหนด (Terms of Reference หรือ TOR) ของแต่ละหน่วยงานราชการที่เป็นผู้จ้าง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลงานกับภาครัฐจะต้องเป็นผู้ที่มีผลงานในอดีตหรือมีรายชื่อขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานราชการนั้น ๆ ในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) เป็นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่จะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับงานในส่วนของภาครัฐบาล เนื่องจากภาครัฐบาลมีนโยบายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานไฟฟ้า, ขนส่งมวลชน และสื่อสารโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง

ในการรับงานของกลุ่มบริษัทจะมีทั้งการเป็นผู้รับเหมา โดยตรงจากลูกค้าและผ่านการรับเหมาช่วง ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 90 ของมูลค่างานรวมทั้ง 2 ประเภท มาจากการประมูลงาน ในขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากการติดต่อเจรจาต่อรอง โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบริษัทจะรับงานจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรงจากลูกค้า เนื่องจากจะได้รับราคาและเงื่อนไขการชำระเงินที่ดีกว่า ส่วนการรับเหมาช่วงนั้นกลุ่มบริษัทใช้เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางเข้าหาลูกค้าและช่องทางการจำหน่าย โดยผ่านบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เช่น บริษัท อิตาเลี่ยนไทย จำกัด (มหาชน) , บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน),Marubeni Corporation เพื่อเป็นการสร้างผลงานทางด้านเดเงานของภาครัฐ และผลงานในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่การประมูลงานของภาครัฐหรือโครงการในต่างประเทศจะเป็นลักษณะสัญญาเดียวสำหรับงานรับเหมาก่อสร้างและงานระบบวิศวกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างหลักจะให้ผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ดำเนินการงานระบบวิศวกรรม นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมุ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสในการได้รับงานโครงการใหม่ๆ จากลูกค้าเดิมในอนาคต โดยในปี 2562 สัดส่วนงานของกลุ่มบริษัทที่ได้รับจากลูกค้าใหม่เฉลี่ยประมาณ 88.48% และลูกค้าเดิมเฉลี่ยประมาณ 11.52% ลูกค้าเดิมของบริษัทซึ่งให้ความเชื่อถือและไว้วางใจบริษัท เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงแรมในเครือภูเก็ตอาร์คาเดียร์ ท้อปส์ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้-โลตัส ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า, โนเบิลกรุ๊ป, กลุ่ม CP และ TCC เป็นต้น

สภาพการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.6 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.6 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า (%YoY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2562 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2562 ร้อยละ 0.2 (%QoQ SA)

ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน และการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ และการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง ด้านการผลิต การผลิตสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น สาขาการขายส่งและการขายปลีกฯ ขยายตัวในเกณฑ์ดี ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรม สาขาเกษตรกรรม สาขาก่อสร้างและสาขาไฟฟ้าฯ ปรับตัวลดลง

รวมทั้งปี 2562 เศรษฐกิจไทย ขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับร้อยละ 4.2 ในปี 2561 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 3.2 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวม ขยายตัวร้อยละ 4.5 และร้อยละ 2.2 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยร้อยละ 0.7 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ร้อยละ 6.8 ของ GDP

ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ และทั้งปี 2562 ในด้านการผลิต สาขาก่อสร้าง

สาขาก่อสร้าง : ปรับตัวลดลงตามความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณซึ่งส่งผลให้การก่อสร้างภาครัฐปรับตัวลดลง ในขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การผลิตสาขาก่อสร้างลดลงร้อยละ 1.9 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.7 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการก่อสร้างภาครัฐ ลดลงร้อยละ 6.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 5.1 ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณเป็นสำคัญ (การก่อสร้างของรัฐบาลลดลง ร้อยละ 17.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจขยายตัวร้อยละ 15.2) การก่อสร้างภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.1 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวของการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยและก ารก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย (เช่น อาคารพาณิชย์ และอาคารโรงงาน) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และการก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุงเทพและปริมณฑล ในขณะที่สิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ปรับตัวลดลง ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สองร้อยละ 2.8 ตามการลดลงของดัชนีราคาหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก (ลดลงร้อยละ 15.2) และหมวดซีเมนต์ (ลดลงร้อยละ 0.2) เป็นสำคัญ ในขณะที่ดัชนีราคาหมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

รวมทั้งปี 2562 การผลิตสาขาก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 2.0 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.4 ในปี 2561 โดยการก่อสร้างภาครัฐขยายตัวร้อยละ 2.4 (การก่อสร้างของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 0.7 และการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจขยายตัวร้อยละ 5.6) และการก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.4

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2563

คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามข้อจำกัดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจและการค้าโลกตามการลดลงของแรงกดดันจากมาตรการกีดกันการค้าและความเสี่ยงจากการแยกตัวของสหราชอาณาจักรแบบไร้ข้อตกลง (2) การขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ (3) แรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ และ (4) ฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 1.4 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.5 และร้อยละ 3.6 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 5.3 ของ GDP

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงปี 2563 ควรให้ความสำคัญกับ (1) การประสานนโยบายการเงินการคลัง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวในครึ่งปีหลัง (2) การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้สามารถกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง โดยมีจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไม่ต่ำกว่า 37.0 ล้านคน และ 1.73 ล้านล้านบาท ตามลำดับ โดยให้ความสำคัญกับ (i) การยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าปรับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส (ii) การรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น (iii) การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี (iv) การพิจารณาวันหยุดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีแรก โดยไม่กระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ และ (v) การติดตามขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว (3) การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 (ไม่รวมทองคำ) โดย (i) การขับเคลื่อนแผนการส่งออกปี 2563 (ii) การให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้า และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัส (iii) การให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าไทย-จีน และ (iv) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ (4) การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 งบประมาณเหลื่อมปี และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 91.2 ร้อยละ 70.0 และร้อยละ 75.0 ตามลำดับ (5) การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดย (i) การติดตามและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน (ii) การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ (iii) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญ ๆ และ (iv) การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติ และ (6) การดูแลผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับ (i) กลุ่มเกษตรกรที่ทำงานในภาคบริการในช่วงนอกฤดูกาลเพาะปลูก และฤดูกาลเก็บเกี่ยว (ii) กลุ่มพนักงานในสาขาการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง (iii) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs (iv) การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินชดเชย และการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และ (v) การบริหารจัดการน้ำ

ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้าง

คาดว่ามูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมในปี 2562 ปี 2563 และปี 2564 จะเติบโต 3.5-5.0%, 5-7% และ 7.5-9.5% YOY ตามลำดับ (ตามภาพ) ผลจากการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องตามความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

งานก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น หลังมีคณะรัฐบาลใหม่มูลค่าก่อสร้างภาครัฐในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตไม่สูงนักในอัตรา 3-5% ผลจากการรอนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ปี 2563-2564 มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นที่ 5-7% และ 8-10% ตามลำดับ เนื่องจากโครงการใหม่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่น่าจะเพิ่มขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะ 1) โครงการในกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) 2) โครงการใน EEC อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และ 3) โครงการในจังหวัดหลัก (ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต และพิษณุโลก) เช่น รถไฟฟ้ารางเบา และการขยายสนามบิน นอกจากนี้ ยังมีแผนการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดกลาง และย่อมภายใต้งบประมาณประจำปี โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการขยายและปรับปรุงโครงข่ายถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท

ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า คาดว่าโครงการภาครัฐหลายโครงการที่มีความพร้อมและได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วจะเริ่มลงทุนทั้งในส่วนของการก่อสร้าง ระบบการเดินรถ และการบำรุงซ่อมแซม โดยโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างได้ก่อนเป็นโครงการที่เข้าข่ายเงื่อนไขดังนี้ 1) กำลังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับเหมาแล้ว 2) กำลังเตรียมขายซองเพื่อเปิดประกวดราคา และ 3) โครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ลงทุนโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้วในด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ในระยะต่อไปจะมีโครงการ PPP มากขึ้น โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะมีทั้งรูปแบบโครงการที่ภาครัฐรับผิดชอบและโครงการที่ภาคเอกชนรับผิดชอบ ทั้งนี้การกำหนดรูปแบบ PPP ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐ และการเจรจาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารตามที่คาดการณ์ไว้ แต่มีแนวโน้มที่โครงการ PPP ส่วนมาจะอยู่ในรูป PPP Net Cost มากกว่า PPP Gross Cost เนื่องจากเอกชนจะได้รับสิทธิในการจัดเก็บรายได้และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของภาครัฐ

งานก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตตามสภาวะเศรษฐกิจและแรงเหนี่ยวนำที่มาจากผลของการลงทุนก่อสร้างภาครัฐ (Crowding in effects) มูลค่าก่อสร้างของภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 4-5% ในปี 2562 ชะลอลงเล็กน้อยจากปี 2561 การขยายตัวที่ชะลอลงดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่แผ่วลง การรอความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ตลอดจนความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในเมษายน 2562 ที่อาจทำให้งานก่อสร้างที่อยู่อาศัยในภาพรวมขยายตัวได้ในกรอบจำกัด ในปี 2563 และปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น 5-7% และ 7-9% ตามลำดับ อานิสงส์จาก 1) การเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่เร่งตัวขึ้นจะเหนี่ยวนำงานก่อสร้างภาคเอกชน เช่น ที่อยู่อาศัยให้ทยอยเพิ่มขึ้น รวมถึงที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าในบางพื้นที่ (อาทิ รัชดาฯ-ลาดพร้าว พหลโยธิน รามคำแหง) 2) โครงการ EEC หนุนให้เกิดการก่อสร้าง เช่น อาคารพาณิชย์ นิคมอุตสาหกรรม และโรงแรม และ 3) โครงการก่อสร้างอื่นของภาคเอกชน อาทิ โครงการพัฒนา Mix-used (เช่น One Bangkok และ The Grand Rama 9) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

แนวโน้มผลประกอบการของผู้รับเหมาก่อสร้างโดยรวมระยะ 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยผู้รับเหมาที่เน้นรับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐจะมีงานในมือ (Backlog) เพิ่มขึ้น ในปี 2562 รายได้กลุ่มนี้จะขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ต้องรอคณะรัฐบาลใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง และจะเร่งขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ตามการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่จะก่อสร้างพร้อมกันตามแผนหลายโครงการ ด้านผู้รับเหมาก่อสร้างที่เน้นรับงานภาคเอกชน ในปี 2562 รายได้มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลของการชะลอตัวทั้งเศรษฐกิจ การรอความคืบหน้าของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ที่เข้มงวดขึ้นที่อาจมีผลต่อผู้ประกอบการในการตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่ และในช่วงปี 2563-2564 รายได้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามแรงหนุนของอุปสงค์การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ที่จะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการจำแนกตามขนาดผู้ประกอบการ ผู้รับเหมารายใหญ่ มีโอกาสรับงานเพิ่มขึ้นจากโครงการภาครัฐ และโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน รวมถึงโครงการก่อสร้างในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ซึ่งมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2562 รายได้ของผู้รับเหมากลุ่มนี้อาจเติบโตไม่มากนัก ผลจากการเบิกจ่ายค่างวดงานของโครงการภาครัฐที่อาจล่าช้าจากการเลือกตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 แต่จะมีทิศทางขยายตัวดีขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ตามความชัดเจนทางการเมือง และการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ด้านผู้รับเหมารายกลาง และรายย่อยจะได้อานิสสงส์จาก 1) งานรับเหมาช่วงต่อจากรายใหญ่ที่มีงานในมือ (Backlog) จำนวนมากแม้จะมี Margin ต่ำ และ 2) การรับเหมางานโดยตรงจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้รับเหมารายกลางและรายย่อยบางกลุ่มอาจมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถสต๊อกวัสดุก่อสร้างในปริมาณมาก หรือมีการพึ่งพากำลังแรงงานคนมากกว่าเครื่องจักร ส่งผลให้มีต้นทุนดำเ นินการสูงกว่า ผลประกอบการจึงเติบโตได้ไม่มาก

นอกจากประมาณงานก่อสร้างในไทยที่มีโอกาสเติบโต งานก่อสร้างในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ระยะ3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวเช่นกัน (พิจารณาจากที่ผ่านมาในช่วงปี 2555-2560 มูลค่าก่อสร้างต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยกัมพูชาเป็นประเทศที่ภาคก่อสร้างขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 25% ต่อปี รองลงมาคือ เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม เติบโต 19% 12% และ 10%ต่อปี) ซึ่งเป็นโอกาสของผู้รับเหมาไทยที่จะเข้าไปรับงานก่อสร้างมากขึ้น ทั้งนี้ ประเภทโครงการที่ผู้รับเหมาไทยมีความเชี่ยวชาญ และเป็นโครงการก่อสร้างที่คาดว่าจะมีโอกาสขยายตัวตามแผนการลงทุนของภาครัฐ และเอกชนใน CLMV ในระยะข้างหน้า

ปัจจัยหลักที่อาจมีผลต่อต้นทุนการก่อสร้างในระยะ 3 ปีข้างหน้า ได้แก่ แนวโน้มวัสดุก่อสร้าง (คิดเป็น 60% ของต้นทุนรวม) และแรงงาน (คิดเป็น 20% ของต้นทุนรวม)

ด้านวัสดุก่อสร้าง คาดว่าราคาโดยรวมจะทรงตัวในปี 2562 และทยอยขยับขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ตามความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มปูนซีเมนต์ ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1-2% ต่อปี ผลจากอุปสงค์เติบโตตามโครงการภาครัฐและภาคเอกชนที่จะลงทุนพร้อมกันหลายโครงการ ขณะที่สินค้ากลุ่มเหล็กก่อสร้าง ราคามีทิศทางปรับลดลงที่ -1.5% ถึง -3.5% ในช่วงปี 2562-2563 ตามราคาเหล็กในตลาดโลกซึ่งอาจมีผลให้เหล็กวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าปรับราคาลงกดดันให้ราคาเหล็กในไทยปรับลดลงตาม อย่างไรก็ดี คาดว่าราคาเหล็กจะเพิ่มขึ้น 2-4% ในปี 2564 เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กก่อสร้างในประเทศมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นจากที่จะมีการก่อสร้างโครงการรถไฟพร้อมกันหลายโครงการ ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง ประกอบการภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้เหล็กก่อสร้างในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้า

ด้านแรงงาน ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคาดว่าจะกระทบเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมารายกลางและรายย่อย ผลจาก 1) กลุ่มนี้ยังใช้แรงงานก่อสร้างเป็นหลัก เนื่องจากเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ที่ช่วยลดกำลังแรงงานต้องลงทุนสูง และ 2) แรงงานไทยส่วนมากจะไม่นิยมทำงานในไซด์ก่อสร้าง ทำให้ยังต้องใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งกฎระเบียบการใช้แรงงานต่างด้าวระยะข้างหน้าอาจเข้มงวดมากขึ้น ส่วนด้านต้นทุนแรงงานคาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างมากนัก ผลจากค่าจ้างแรงงานก่อสร้างในกลุ่มที่มีฝีมือส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว

มุมมองวิจัยกรุงศรี รายได้ของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งกลุ่มที่เน้นรับงานภาครัฐและภาคเอกชนในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตไม่มาก เนื่องจากการลงทุนน่าจะเริ่มชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี ภายหลังที่มีคณะรัฐบาลชุดใหม่ และในปี 2563-2564 รายได้ของทั้งสองกลุ่มจะขยายตัวดีขึ้น

รายได้ของผู้รับเหมางานก่อสร้างโครงการวิศวกรรมโยธาขนาดใหญ่ คาดว่าจะขยายตัวตามโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในช่วงปี 2563-2564 โดยรายใหญ่และรายกลาง รายได้จะขยายตัวดี เนื่องจากมีศักยภาพในการรับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐ อาทิ รถไฟฟ้า และของภาคเอกชน เช่น สนามบินบางแห่งที่ลงทุนโดยสายการบินเอกชน สำหรับรายเล็ก คาดว่ารายได้จะกระเตื้องขึ้น อานิสงส์จากการรับเหมาช่วงในโครงการขนาดใหญ่จากผู้รับเหมารายใหญ่ และรายกลางที่แบ่งสัดส่วนงานก่อสร้างต่อให้อีกทอดหนึ่ง

รายได้ของผู้รับเหมางานก่อสร้างภาคเอกชนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและอาคารทั่วไป และกลุ่มอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มขยายตัวแต่ในอัตราที่ไม่สูงนัก โดยเฉพาะปี 2562 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจชะลอลง แต่มีทิศทางปรับดีขึ้นในปี 2563-2564 ตามความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นตามการเร่งตัวของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หากพิจารณาตามขนาดรายได้ของผู้ประกอบการ รายใหญ่และรายกลาง รายได้โดยรวมคาดว่าจะเติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นรับงานโครงการ Mixed Use น่าจะมี Backlog เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้รับเหมาที่รับงานก่อสร้างในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ยังมีช่องทางเพิ่มรายได้จากทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โครงการที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชยกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายเล็ก รายได้รวมมีทิศทางชะลอตัว ผลจากงานก่อสร้างโครงการขนาดเล็กน่าจะยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการต้นทุนจึงส่งผลให้อัตรากำไรอาจหดตัว

ที่มา : ศูนย์วิจัยกรุงศรี

สถานภาพและศักยภาพในการแข่งขัน

สำหรับภาวะการแข่งขันจากข้อมูลจำนวนบริษัทในแต่ละกลุ่มขนาดธุรกิจ อาจสะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดได้ระดับหนึ่งว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กน่าจะมีสภาพการแข่งขันที่สูงที่สุด เนื่องจากอุปสรรคการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) มีไม่มาก เพราะใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี ความชำนาญและการบริหารจัดการที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้รับเหมารายใหญ่ แม้จะมีอุปสรรคบ้างด้านกฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประกอบกิจการ แต่ก็ถือว่าสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทำให้ตลาดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กมีผู้ประกอบการจำนวนมาก

ส่วนตลาดของผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นตลาดที่น่าจะมีการแข่งขันน้อยที่สุด เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) ค่อนข้างสูง เช่น ขนาดเงินลงทุนจำนวนมาก ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่ตลาดของผู้ประกอบการขนาดกลางอาจมีสภาพการแข่งขันพอสมควร โดยการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับปริมาณงานก่อสร้างในแต่ละสถานการณ์ หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดี มีปริมาณงานก่อสร้างมาก ก็มักจะพบว่าการแข่งขันไม่รุนแรงมากนัก แต่หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ปริมาณงานก่อสร้างหดตัวลง ย่อมมีส่วนผลักดันให้สถานการณ์การแข่งขันเข้มข้นขึ้นตามมา เพราะจำนวนผู้ประกอบการในตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือหากมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันในตลาดระดับนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจมีการตัดราคาค่ารับเหมาก่อสร้างก็ได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาการแข่งขันตามประเภทของงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชน พบว่า ในตลาดก่อสร้างภาครัฐ หน่วยงานของรัฐมักแบ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่จะสามารถรับงานโครงการขนาดต่าง ๆ ด้วยขั้นตอนการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการจ้าง (Pre-qualification) โดยใช้เกณฑ์พื้นฐานต่าง ๆ ในการพิจารณาได้แก่ ฐานะทางการเงินขั้นต่ำ จำนวนเครื่องมือเครื่องจักรขั้นต่ำ จำนวนบุคลากรขั้นต่ำ ตลาดการก่อสร้างภาครัฐจึงมีการแบ่งระดับตามมูลค่าโครงการอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะเข้าแข่งขันในโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้โครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดก่อสร้างภาครัฐว่ามีระดับการแข่งขันไม่สูงเมื่อเทียบกับผู้รับเหมาตลาดอื่นๆ

ในส่วนของตลาดก่อสร้างภาคเอกชน แม้บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่ระบุว่า ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมีสภาพการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการที่มีการลงนามในสัญญาจ้างแล้ว กลับพบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีงานค่อนข้างทั่วถึง ทั้งการก่อสร้างอาคารชุด และที่พักอาศัยที่มีเป็นจำนวนมาก พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมักจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง จนอาจมีการตัดราคากันเพื่อความอยู่รอด

ทั้งนี้ ถือได้ว่าปริมาณความต้องการงานบริการด้านก่อสร้าง และออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมทั้งโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ และโครงการเก่าที่ต้องการปรับปรุง ดังนั้น โอกาสในการเติบโตของธุรกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่มีคุณภาพและมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็งจะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันสูง เนื่องจากผู้รับเหมาที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการดำเนินงานมีความยืดหยุ่นในการรับงานทั้งขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็ก และมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์เพื่อให้ได้ราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่งบริษัทถือว่ามีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน ประกอบกับได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า มากกว่า 31 ปี ที่อยู่ในวงการ จึงส่งผลให้บริษัทมีโอกาสชนะการประมูลงานด้วยข้อเสนอด้านราคาที่ดีกว่า และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากผลงานในอดีตที่บริษัทได้ควบคุมและบริหารโครงการให้แล้วเสร็จทันต่อกำหนดการด้วยคุณภาพตามมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด รวมทั้งความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการที่ธุรกิจของบริษัทครอบคลุมถึงลูกค้าในกลุ่มการก่อสร้างเพื่อการอยู่อาศัย การก่อสร้างเชิงพาณิชย์ และการก่อสร้างเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นทั้งโครงการก่อสร้างใหม่ และงานปรับปรุงและพัฒนาระบบวิศวกรรมสำหรับอาคารหรือโรงงานเดิม ดังนั้นผลกระทบจากปัจจัยลบในภาคธุรกิจหนึ่งธุรกิจใดจึงมีผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ

นอกจากการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้รับเหมาไทยแล้ว ยังมีผู้รับเหมาต่างชาติ และกิจการร่วมทุนระหว่างผู้รับเหมาต่างชาติกับผู้รับเหมาไทย เป็นคู่แข่ง โดยการประเมินส่วนแบ่งทางการตลาดสามารถทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลไว้อีก ทั้งการจัดกลุ่มของผู้รับเหมาโดยแยกตามความชำนาญ ประสบการณ์ และคุณภาพของผลงาน ก็สามารถทำได้ยาก เนื่องจากการติดตั้งเพื่อให้ระบบทำงานได้นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายสำหรับวิศวกรที่ผ่านการทำงานมา แต่คุณภาพ ความประณีต และอายุการใช้งานของงานติดตั้ง ตลอดจนความสามารถในการเตรียมระบบงานที่มีความซับซ้อนเป็นสิ่งที่ผู้รับเหมาแต่ละกลุ่มจะมีความสามารถที่แตกต่างกันและต้องอาศัยระยะเวลาในการพิสูจน์เพื่อจัดกลุ่มความชำนาญ

ในปี 2562 บริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างโครงการต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน โดยบริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลายโครงการ และชนะประมูลรวม 14 โครงการ มูลค่างานรวม 7.32 พันล้านบาท โดยเป็นงานราชการมูลค่า 5.83 พันล้านบาท และงานเอกชนมูลค่า 1.49 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับงานในมือเดิมและหลังจากการรับรู้รายได้ ในปี 2562 แล้วทำให้บริษัทมีงานในมือ ณ ต้นปี 2563 จำนวน14.08 พันล้านบาท ซึ่งจะทะยอยรับรู้รายได้ในปีต่อ ๆ ไป พิจารณาโดยภาพรวมผลการดำเนินการในปี 2562 ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากปี 2561 แต่ความสามารถในการทำกำไรยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น บริษัทมีกำไรสุทธิต่อรายได้ 2.3% ในปี 2562 เปรียบเทียบกับ 2.8% ในปี 2561 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้นระหว่างผู้รับเหมางานก่อสร้างรายใหญ่ และกระบวนการทำงานของบริษัทที่จะต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น การเริ่มนำ Technology อุปกรณ์และครื่องจักรที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในงานก่อสร้างและติดตั้งระบบประกอบอาคาร รวมถึงการควบคุมต้นทุนทางด้านต่าง ๆ ในปี 2562 ยังไม่ส่งผลอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นทั้งคุณภาพและมาตรฐานของผลงาน มีความปลอดภัยสูง และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเป็นที่พอใจของลูกค้า

ในปี 2563 บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพัฒนาการดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทต่อไป และให้ความสำคัญในการส่งเสริม พัฒนาบุคลากรของบริษัทให้มีความชำนาญในงานแต่ละด้าน รวมถึงด้านการบริหารการจัดการ สร้าง career path การทำงานเป็นทีมและการวัดผลงานอย่างชัดเจน ปรับปรุงจัดสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรของบริษัทร่วมกันผลักดันให้บริษัทก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป บริษัทได้ให้ความสำคัญกับ การพัฒนาและสนันสนุน Supply Chains และพันธมิตรที่มีศักยภาพที่จะเข้าร่วมกันรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

“ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์เพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ของบริษัทที่แสดงไว้ใน www.sec.or.th หรือเว็บไซด์ของบริษัท www.sec.or.th หรือเว็บไซด์ของบริษัท www.ple.co.th

Copyright@ By Power Line Engineering Public Company Limited
2 Soi Sukhumvit 81 (Siripoj) Sukhumvit Rd., Bangjak, Phrakhanong, Bangkok 10260
Tel. : 66-2332-0345 Fax : 66-2311-0851