โครงสร้างรายได้แยกตามสายผลิตภัณฑ์
หน่วย : พันบาท
| สายผลิตภัณฑ์ / กลุ่มธุรกิจ | ดำเนินการโดย | % การถือหุ้นของบริษัท | ปี 2567 | ปี 2566 | ปี 2565 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้ | % | รายได้ | % | รายได้ | % | |||
| งานระบบ | บริษัท | - | 4,823,489 | 52.12 | 5,386,425 | 59.04 | 4,445,665 | 55.33 |
| พีแอลอี อินเตอร์ฯ | 99.99 | - | - | - | - | - | - | |
| งานก่อสร้างโยธา | บริษัท | - | 3,936,104 | 42.53 | 3,352,855 | 36.75 | 3,271,182 | 40.71 |
| พีแอลอี อินเตอร์ฯ | 99.99 | - | - | - | - | - | - | |
| กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ | 100.00 | - | - | - | - | - | - | |
| กิจการร่วมค้า อินเตอร์-ออสซี | 80.00 | 494,729 | 5.35 | 384,117 | 4.21 | 318,225 | 3.96 | |
| งานบ้านเอื้ออาทร | บริษัท | - | - | - | - | - | - | - |
| อื่นๆ | บริษัท | - | - | - | - | - | - | - |
| รายได้จากการให้บริการ | - | - | 9,254,322 | 100.00 | 9,123,397 | 100.00 | 8,035,072 | 100.00 |
| รายได้จากการขาย | - | - | 141,081 | - | - | - | - | - |
| รายได้อื่น | - | - | 221,886 | - | 226,039 | - | 189,698 | - |
| รายได้รวม | - | - | 9,617,289 | - | 9,349,436 | - | 8,224,770 | - |
ลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ธุรกิจของบริษัท บริษัทย่อย บริษัทร่วม และกิจการร่วมค้าฯ (รวมเรียกว่า “กลุ่มบริษัท”) สามารถ แบ่งออกเป็ น 5 กลุ่ม ตามลักษณะของงานที่ให้บริการ ได้แก่ งานออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบ ปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบสื่อสารโทรคมนาคม&ICT และระบบความปลอดภัย และ งานก่อสร้างโยธา นอกจากนั้นได้ดําเนินการลงทุนและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายละเอียดของงานในแต่ละ กลุ่ม ดังนี้
| ระบบไฟฟ้า |
|
| ระบบปรับอากาศ |
|
| ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย |
|
| ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม |
|
| งานก่อสร้างโยธา | บริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป โดยครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารสํานักงาน อาคาร พาณิชย์ โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา โรงแรม ที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารสนามบิน และโรงไฟฟ้า เป็นต้น |
การตลาดและการแข่งขัน
นโยบายการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่สำคัญ
ในการกําหนดกลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดําเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท นอกจาก การมุ่งเน้นความสามารถในการรักษาสัดส่วนการตลาดภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูง และในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอ ตัว กลุ่มบริษัทยังมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวด้วย กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดําเนิน ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีดังนี้
1. ชื่อเสียงและประสบการณ์ของกลุ่มวิศวกรผู้บริหาร กลุ่มบริษัทมีความรู้และ ประสบการณ์การทํางานภาคปฏิบัติในงานวิศวกรรมมากกว่า 37 ปี และมีชื่อเสียงเป็ นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ ทํา ให้สามารถมีส่วนช่วยตรวจสอบดูแลการทํางานของวิศวกรระดับผู้จัดการโครงการอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ หากมีการ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะต้องนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมอื่นๆ กลุ่มบริษัทจะมี ความสามารถในการนํามาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
2. ผลงานอันเป็นที่ยอมรับในอดีต ด้วยคุณภาพของผลงานและบริการในอดีตของกลุ่ม บริษัทที่ได้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าจํานวนมากได้ให้ความเชื่อถือและความไว้วางใจในการกลับมาใช้บริการ ของกลุ่มบริษัทอีก รวมทั้งได้แนะนําต่อไปยังลูกค้าอื่นๆ ด้วย ดังนั้นกลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายหลักในการที่จะรักษาและ เสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัท โดยดําเนินการ ดังนี้
- การรักษาคุณภาพของผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ
- การดํารงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและมีจรรยาบรรณที่ดีต่องานในสัญญา
- การดําเนินงานในแต่ละโครงการให้แล้วเสร็จตามกําหนดการที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า
- การดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าเสมือนหนึ่งว่าบริษัทคือเจ้าของโครงการดังกล่าวด้วย และ
- การบริการหลังการขายและหลังหมดสัญญาบริการ
3. ความสามารถของบุคลากร กลุ่มบริษัทมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรซึ่งนับเป็นทรัพยากรที่สําคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดําเนินงานและดํารงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
- การพัฒนาความรู้และความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความรู้ ทางเทคนิควิชาการและการจัดการ
- การสร้างจิตสํานึกความรับผิดชอบต่องาน และสังคม
- การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร ทั้งกับบุคคล และสิ่งแวดล้อม
- การทำงานเป็นทีม การประสานงานระหว่างทีมวิศวกรและบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ในการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้า
- การนําเอาระบบ KPI และ Balance Scores Card (BSC) เข้ามาใช้วัดผลการ ดําเนินงานของหน่วยงานและบุคคล รวมถึงนําระบบ Talent Management และ Succession Plan เข้ามาใช้เพื่อวางแผนบุคลากร และผู้บริหารของบริษัท
4. สถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง กลุ่มบริษัทให้ความสําคัญกับโครงสร้างทางการเงินที่ มั่นคง โดยการรักษาอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับตํ่า และระดับสภาพคล่องที่เหมาะสมจะช่วย ลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีอัตราส่วนของ หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 9.19 เท่า และมี Gearing อยู่ที่ 4.1 เท่า โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง 0.93 เท่า มีกระแสเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด จํานวน 39.38 ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคาร หลายแห่งเพื่อใช้ในการดําเนินการ ในวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 32,210.48 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดําเนินงาน
5. ประสิทธิภาพในการจัดการกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบการทํางานและ การจัดการส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานและพัฒนาความสามารถในการตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า โดยได้รับการรับรองการบริหารงานคุณภาพมาตั้งแต่ วันที่ 31 สิงหาคม 2543 (ISO 9002:1994) เมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม 2546 ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 Version 2000 จากบริษัท BVQI จํากัด และบริษัท ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO9001:2008 โดย บริษัท Bureau Veritas Certification (Thailand) Ltd. เป็ นผู้ประเมินและให้การรับรองในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 บริษัทยังคงมีการรักษาระบบบริหารงานคุณภาพ ที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจติดตามจาก บริษัท Bureau Veritas ทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งในส่วนของบริษัท เองยังมีการสุ่มตรวจภายในอย่างต่อเนื่อง โดยการประยุกต์หลักการในการตรวจแบบ Process Approach (การพิจารณาอย่าง เป็ นกระบวนการ)โดยสถาบันดังกล่าวได้มีการทบทวนการรับรองทุกป ี และในป ี 2560 บริษัทได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 จนถึงปัจจุบัน
6. การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทได้มีการกําหนดนโยบายในการจัดซื้อ เพื่อ สร้างความโปร่งใสและสร้างการแข่งขันระหว่างผู้จัดจําหน่ายวัตถุดิบต่างๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่าต้นทุนของบริษัทอยู่ ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงร่วมมือกับ Supply Chain ในการพัฒนาและปรับปรุงการทํางาน และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การจําหน่าย และช่องทางการจําหน่าย
ลักษณะลูกค้าของกลุ่มบริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ลูกค้าภาคเอกชน เช่น อาคารสํานักงาน อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น และภาครัฐ ซึ่ง ประกอบด้วยหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยสัดส่วนการให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละประเภทในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา
หน่วย : ล้านบาท
| ประเภท | ปี 2567 | ปี 2566 | ปี 2565 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | |
| ภาคเอกชน | 1,121.07 | 21.94 | 5,145.78 | 88.00 | 1,479.50 | 84.68 |
| ภาครัฐ | 3,988.84 | 78.06 | 701.58 | 12.00 | 267.72 | 15.32 |
| รวม | 5,109.91 | 100.00 | 5,847.36 | 100.00 | 1,747.22 | 100.00 |
ในระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเข้ารับงานภาครัฐเพิ่มขึ้น แม้ว่าในการเข้าร่วม ประมูลงานจากภาครัฐจะต้องคํานึงถึงรายละเอียดและคุณสมบัติตามข้อกําหนด (Terms of Reference หรือ TOR) ของแต่ ละหน่วยงานราชการที่เป็นผู้จ้าง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลงานกับภาครัฐจะต้องเป็นผู้ที่มีผลงานในอดีตหรือมีรายชื่อขึ้น ทะเบียนกับหน่วยงานราชการนั้นๆ ในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟฟ้าขนส่ง มวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรมศุลกากร บมจ.ท่าอากาศ ยานไทย (AOT) เป็ นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มบริ ษัทมีนโยบายที่จะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่ม ความสามารถในการรับงานในส่วนของภาครัฐบาล เนื่องจากภาครัฐบาลมีนโยบายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานไฟฟ้า, ขนส่งมวลชน และสื่อสารโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง
ในการรับงานของกลุ่มบริษัทจะมีทั้งการเป็นผู้รับเหมา โดยตรงจากลูกค้าและผ่านการ รับเหมาช่วง ซึ่งในหลายปี ที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 90 ของมูลค่างานรวมทั้ง 2 ประเภท มาจากการประมูลงาน ในขณะที่ ส่วนที่เหลือมาจากการติดต่อเจรจาต่อรอง โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบริษัทจะรับงานจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรงจากลูกค้า เนื่องจากจะได้รับราคาและเงื่อนไขการชําระเงินที่ดีกว่า ส่วนการรับเหมาช่วงนั้นกลุ่มบริษัทใช้เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางเข้า หาลูกค้าและช่องทางการจําหน่าย โดยผ่านบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เช่น บริษัท อิตาเลี่ยนไทย จํากัด (มหาชน) , บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน), Marubeni Corporation เพื่อเป็นการสร้างผลงานทางด้านงานของภาครัฐ และผลงานใน ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่การประมูลงานของภาครัฐหรือโครงการในต่างประเทศจะเป็นลักษณะสัญญา เดียวสําหรับงานรับเหมาก่อสร้างและงานระบบวิศวกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างหลักจะให้ผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ดําเนินการ งานระบบวิศวกรรม โดยสัดส่วนงานของบริษัทระหว่างการติดต่อลูกค้าโดยตรงและผ่านการรับเหมาช่วงในระยะ 3 ปี ที่ผ่านมาดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
| ประเภท | ปี 2567 | ปี 2566 | ปี 2565 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | |
| การติดต่อลูกค้าโดยตรง | 5,109.91 | 100.00 | 5,680.51 | 97.15 | 1,672.84 | 95.74 |
| การรับเหมาช่วง | 0.00 | - | 166.85 | 2.85 | 74.38 | 4.26 |
| รวม | 5,109.91 | 100.00 | 5,847.36 | 100.00 | 1,747.22 | 100.00 |
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมุ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสในการ ได้รับงานโครงการใหม่ๆ จากลูกค้าเดิมในอนาคต โดยในป ี 2567 สัดส่วนงานของกลุ่มบริษัทที่ได้รับจากลูกค้าใหม่เฉลี่ย ประมาณ 86.20% และลูกค้าเดิมเฉลี่ยประมาณ 13.80% ลูกค้าเดิมของบริษัทซึ่งให้ความเชื่อถือและไว้วางใจบริษัท เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Lotus ท้อปส์ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า, กลุ่ม CP และ TCC เป็นต้น
สภาพการแข่งขัน
เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 3.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.0 ในไตรมาสที่สามของปี 2567 (%YoY) เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2567 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2567 ร้อยละ 0.4 (%QoQ_SA)
ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น การ อุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนการอุปโภคภาครัฐชะลอตัว และการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรมฯ กลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส สาขาที่พัก แรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งและการขายปลีกฯ และสาขาการก่อสร้างขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหรรมและสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยในปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.0 ในปี 2566 โดยการบริโภค ภาคเอกชนและการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว ร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.5 ตามลําดับ การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.8 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 1.6 ส่วนมูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 5.8 อัตราเงินเฟ้อ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ร้อยละ 2.3 ของ GDP.
ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ และทั้งปี 2567 สาขาก่อสร้าง
สาขาก่อสร้าง : ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 18.3 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 15.2 ใน ไตรมาสก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงของการก่อสร้างภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างของรัฐบาล ในขณะที่การ ก่อสร้างภาคเอกชนลดลงต่อเนื่อง โดยในไตรมาสนี้ การก่อสร้างภาครัฐ ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 40.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 31.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการก่อสร้างของรัฐบาลขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 67.9 ตามการเพิ่มขึ้นขของ การก่อสร้างโครงการสําคัญๆ ของกระทรวงคมนาคม (คค.) อาทิ โครงการโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน โครงข่ายทางหลวง ชนบทได้รับการบํารุงรักษา และโครงการพัฒนาทางและสะพานโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนด้านคมนาคมและ ระบบโลจิสติกส์ ส่วนการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 11 ร้อยละ 3.4 ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์ บูรณะ (รฟม.) และโครงการพัฒนาระบบส่งและจําหน่ายระยะที่ 2 (กฟภ.) ตามลําดับ ในขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชน ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 3.9 เทียบกับการลดลงร้อยละ 6.0 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการปรับตัวลดลงอย่าง ต่อเนื่องของการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทุกประเภท การก่อสร้างอื่น ๆ ในการก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้น การก่อสร้างอาคารโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง สําหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็ นไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 0.4 ตามการเพิ่มขึ้นของราคาหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ (ร้อยละ 5.8) หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา (ร้อยละ 2.8) หมวดผผลิตภัณฑ์คอนกรีต (ร้อยละ 1.3) หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (ร้อยละ 1.5) เป็นสําคัญ ในขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้าง สําคัญๆ ที่ปรับตัวลดลง อาทิ หมวดเหล็ก (ลดลงร้อยละ 2.8) และหมวดซีเมนต์ (ลดลงร้อยละ 0.9)
รวมทั้งปี 2567 สาขาก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 0.6 ในปี 2566 โดยการก่อสร้างภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 (การก่อสร้างของรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 ส่วนการก่อสร้างของรัฐวิสากิจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5) และการก่อสร้างภาคเอกชนลดลงร้อยละ 2.1
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2568
คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.3-3.3 (ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 2.8) โดยคาดว่าการ อุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 3.3 และร้อยละ 3.2 ตามลําดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 3.5 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5-1.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ร้อยละ 2.5 ของ GDP.

ปัจจัยสนับสนุน
- การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน
- การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชนและการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุน ภาคเอกชน
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง
- การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า
ข้อจํากัดและปัจจัยเสี่ยง
- ความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก
- ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง
- ความผันผวนของผลผลิตและระดับราคาสินค้าเกษตร
การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2568 ควรให้ความสําคัญกับ
- การเตรียมการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า โดย (1)การเจรจาและเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฯ (2) การปกป้องภาคการผลิตจาก การทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป ็ นธรรม (3) การเร่งรัดการส่งเสริมการส่งออกสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ (4) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
- การเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมาขยายตัว โดย (1) การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับ นักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (2) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ในช่วงปี 2565-2567 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว (3) การพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและบริการ เป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย (4) การเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านากรใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
- การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่ให้ตํ่ากว่าร้อยละ 75 ของกรอบงบลงทุนรวม
- การสร้างการรับรู้มาตรการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพื่อให้ลูกหนี้โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจ SMEs ได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ และ สามารถชําระหนี้ได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ
- การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องโดยให้ความสําคัญกับการเร่งรัด แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยและการเตรียมความของปัจจัย แวดล้อมด้านการท่องเที่ยว อาทิ สนามบิน/เที่ยวบิน
ที่มา : สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้าง
การก่อสร้างภาครัฐปี 2024 มีแนวโน้มฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังปี สําหรับปี 2025 มูลค่าการก่อสร้าง ภาครัฐ มีแนวโน้มขยายตัว 3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการ จัดทํางบประมาณประจําปี 2024 อย่างไรก็ดีการประกาศใช้งบประมาณในเดือนพฤษภาคม 2024 ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่าย งบลงทุนสะสมเร่งตัว โดยคาดว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเบิกจ่ายงบ ลงทุนที่เร่งตัวขึ้น สําหรับปี 2025 หากการจัดทํางบประมาณประจําปี 2025 ยังสามารถดําเนินการได้ทัน timeline และ ประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2024 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนักและมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทัน ก็จะเป็ นปัจจัยหนุนการ ก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว 3%YoY นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม เป็นโอกาสสําหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง รายใหญ่ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น และมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น
การก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว 1% การก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญ แรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการระดับราคาปานกลางลงมา อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการ หันมาเปิดโครงการระดับราคาปานกลาง-บนมากขึ้น ซึ่งต้นทุนค่าก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการ สําหรับอุป ทานพื้นที่ค้าปลีก และพื้นที่สํานักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตารางเมตรในปี 2024 รวมถึงในปี 2025- 2027 อุปทานพื้นที่ค้าปลีก และอุปทานพื้นที่สํานักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลําดับ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สํานักงานให้เช่าที่อาจส่งผลให้เกิดการ ยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า
ในระยะข้างหน้ายังต้องจับตาข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าประมูลงาน ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีการกําหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดการลดการ ปล่อย GHG ไปจนถึงรายงานผลการดําเนินการลดการปล่อย GHG จะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูล งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มากขึ้นในระยะข้างหน้า
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในไทยมีผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ซึ่งมี ความสามารถในการรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีความซับซ้อน รวมถึง ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กซึ่งมีบทบาทเป็นผู้รับเหมาช่วงจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และมีความสามารถในการ รับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงการขนาดกลางและเล็ก ที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก โดยสามารถจําแนก ผู้รับเหมาก่อสร้างได้เป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ 1) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน 2) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาคเอกชนเป็ นหลัก เช่น อาคาร ที่อยู่อาศัย โรงงาน 3) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่น ๆ เช่น งาน ฐานราก งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานโครงสร้าง งานตกแต่ง งานวางระบบท่อ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร และ 4) กลุ่มที่รับงานที่ปรึกษา บริหาร และควบคุมงานก่อสร้าง

ในระยะที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่รับงานโครงการภาครัฐเป็นหลัก เผชิญ ความท้าทายจากทั้งความล่าช้าในการประมูลงานใหม่ และการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น มูลค่า ภาคก่อสร้างในไทยโดยรวมอยู่ที่ราวปี ละ 1.4 ล้านล้านบาท ในจํานวนนี้ สัดส่วนกว่า 57% เป็นการก่อสร้างภาคเอกชน โดย ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จํานวน 19 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของมูลค่าภาคก่อสร้างโดยรวม ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดอีกราว 85% กระจายไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดกิจกรรมการก่อสร้างที่ หลากหลาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังผู้เล่นใน Supply chain ของภาคก่อสร้างที่เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เช่น ธุรกิจผลิตและค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายในธุรกิจที่ปรึกษาและกํากับการก่อสร้าง ในระยะ 1-2 ปี ที่ผ่าน มา ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ กลุ่มที่รับงาน โครงสร้างก่อสร้างภาครัฐเป็นหลัก โดยเป็นผลมาจากความล่าช้าในการเปิดประมูลงาน โครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ ๆ รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะเหล็ก และปูนซีเมนต์ ไปจนถึงต้นทุนแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคา กลางในการเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐยังเป็ นไปอย่างจํากัด รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณยังเป็ นไปได้อย่าง ล่าช้าเป็นเหตุให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กลุ่มที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง และ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กที่เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่าในปี 2023 มีผู้รับเหมาก่อสร้างปิดกิจการ จํานวน 2,306 ราย เพิ่มขึ้น 7% อย่างต่อเนื่องจากปี 2022 ที่การปิดกิจการ เพิ่มขึ้นถึง 30% จากปี ก่อนหน้า ขณะที่การจัดตั้งกิจการใหม่ในปี 2023 หดตัวลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2022
2024 ประกาศใช้ สําหรับปี 2025 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2024 การ ก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทํางบประมาณประจําปี 2024 เนื่องจากเป็นปี ที่มีการเลือกตั้งและ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วง 4 เดือนแรกของป ี 2024 อยู่ในระดับตํ่ากว่าปี ปกติ มาก อย่างไรก็ดี การประกาศใช้งบประมาณประจําปี 2024 ในเดือนพฤษภาคม 2024 ได้ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุน สะสมเร่งตัวขึ้น และฟ ื้ นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2020 ซึ่งเป็นปี ที่การจัดทํางบประมาณประจําปี มีความล่าช้า เช่นเดียวกัน โดย SCB EIC คาดว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเบิกจ่ายงบ ลงทุนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ซึ่งเป็นช่วงท้ายของปี งบประมาณ
สําหรับปี 2025 หากการจัดทํางบประมาณประจําปี 2025 ยังสามารถดําเนินการได้ทัน timeline และประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2024 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนัก และมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทันก็จะเป็นปัจจัย หนุนการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว 3% YOY ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักมีโอกาสเข้าประมูลโครงการก่อสร้างภายใต้งบประมาณ ประจําปี 2025 นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะ โครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคม ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการที่สามารถเปิดประมูลในปี 2024 และ 2025 เช่น รถไฟทาง คู่ เฟส 2 ช่วงขอนแก่น-หนองคาย มอเตอร์เวย์สาย 9 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากโครงการก่อสร้าง ภาครัฐในปี 2025 เป็นต้นไปนับเป็นโอกาสสําหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในการเข้าประมูลโครงการ และส่งผลต่อเนื่อง ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้น และมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น กว่าปี 2024
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคมที่กําลังดําเนินการศึกษา และอยู่ระหว่าง การขออนุมัติดําเนินโครงการ เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงต่าง ๆ รถไฟฟ้าสายใหม่และส่วนต่อขยายในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินก่อสร้างจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในระยะปานกลางอีกด้วย

มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 1% โดยโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญ แรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สํานักงานให้เช่าที่ อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป การก่อสร้างภาคเอกชนในส่วนของการก่อสร้างโครงการที่อยู่ อาศัย เผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ และราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะโครงการกลุ่ม ระดับราคาปานกลางลงมา อย่างไรก็ดีในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยหันมาเปิดโครงการกลุ่มระดับราคา ปานกลาง-บนมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ปรับตัวสูงขึ้น โดยนอกจากจะมาจากราคาที่ดินที่ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว อีกส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็น กลุ่มระดับราคาปานกลาง-บน ซึ่งจะช่วยหนุนให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนที่มาจากการก่อสร้าง โครงการที่อยู่อาศัย แม้จํานวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่จะลดลงก็ตาม
ในส่วนของการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังดําเนินไปอย่าง ต่อเนื่องโดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขยายโครงการพื้นที่ค้าปลีก และโครงการมิกช์ยูสขนาดใหญ่ในทําเลย่าน ธุรกิจ และย่านท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่สํานักงานให้เช่าเกรด A ส่งผลให้อุปทานพื้นที่ค้าปลีกและอุปทานพื้นที่สํานักงานให้ เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตารางเมตรในปี 2024 แตะระดับ 19.1 ล้านตารางเมตร อีกทั้ง เมื่อพิจารณา แผนการเปิดโครงการของผู้ประกอบการ SCB EIC ประเมินว่า ในปี 2025-2027 อุปทานพื้นที่ค้าปลีกและอุปทานพื้นที่ สํานักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลําดับ เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดเม็ด เงินจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของ อุปทานพื้นที่สํานักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการ ก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขันเป็นกลุ่มที่มีความร่วมมือกับพันธมิตรซึ่ง สามารถเข้าประมูลงานได้อย่างหลากหลาย สามารถควบคุมต้นทุน และปรับกลยุทธ์รับเทรนด์การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมได้ ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ยังคงเป็นกลุ่ม ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการก่อสร้างสูง รวมถึงมีศักยภาพในดําเนินโครงการร่วม ลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อย่างไรก็ตามความล่าช้าในการเปิดประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ ๆ ยัง เป็นความเสี่ยงที่สําคัญ ทั้งในปี 2024 และระยะต่อไป ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์องค์กร ให้สามารถปรับการรับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐและเอกชน ได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็น กลุ่มที่สามารถรักษารายได้ และสภาพคล่องในการดําเนินธุรกิจ อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในการเข้าประมูลงานโครงการ ก่อสร้าง ยังส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นกลุ่มที่มีการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่ง สามารถเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างได้อย่างหลากหลาย
ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างในการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ และอาคารขนาดใหญ่ที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส พื้นที่ค้าปลีก อาคารสํานักงาน โรงงาน ตั้งแต่ระดับโครงการ อสังหาริมทรัพย์ และอาคารประหยัดพลังงานไปจนถึงระดับโครงการที่ขอรับมาตรฐานด้านความยั่งยืน เช่น Global Real Estate Sustainability Benchmark (GRESB), Leadership in Energy&Environmental Design (LEED), อาคารเขียว ตาม มาตรฐาน Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability (TREES)
สําหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขันจะเป็นกลุ่ม ผู้รับเหมาก่อสร้างที่สามารถดําเนินโครงการก่อสร้าง และส่งมอบงานให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งนอกจากจะสามารถเบิกจ่าย ค่างวดงานได้ตามกําหนด สามารถรักษารายได้และสภาพคล่องในการดําเนินธุรกิจได้แล้ว ยังจะรักษาความสามารถในการ เป็ นผู้รับเหมาช่วงจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง จากการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มี ทางเลือกในการว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กได้อย่างหลากหลายอีกด้วย
ทั้งนี้แม้ราคาวัสดุก่อสร้างสําคัญ เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 2024 และลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง แต่ราคาก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต อีกทั้ง ยังมีความผัน ผวนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคาพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับต้นทุนแรงงานยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปตามการ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูง จะเป็นกลุ่มที่มุ่งเน้น การใช้กลยุทธ์การเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างแบบแข่งขันด้านราคา ที่อาจเผชิญภาวะขาดทุนจากการดําเนินโครงการ ก่อสร้าง ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีความสามารถในการควบคุมต้นทุน ด้วยการบริหารจัดการทําสัญญาสั่งซื้อวัสดุ ก่อสร้างล่วงหน้าได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้ และมีการนําเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ทดแทนแรงงานพื้นฐานได้จะ เป็นกลุ่มที่ยังสามารถรักษาอัตรากําไรไว้ได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์ ESG เป็นแรงกดดันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องปรับกลยุทธ์ โดยเฉพาะด้าน สิ่งแวดล้อม ที่ภาคอาคารและการก่อสร้างที่มีการปล่อย Greenhouse Gas (GHG) ในสัดส่วนที่สูงราว 40% ของการปล่อย GHG โดยรวม โดยในส่วนของภาคก่อสร้างนั้นมีการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อย GHG ในกระบวนการผลิตระดับสูง รวมถึงมีการใช้พลังงาน ทั้งในพื้นที่ก่อสร้าง อาคารสํานักงาน และการขนส่งวัสดุก่อสร้าง อีกทั้ง ยังมีการปล่อยฝุ่น เสียง นํ้า เสีย ของเสีย และขยะจากงานก่อสร้างอีกด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มีการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป ็ นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม เช่น ปูนซีเมนต์ ไฮดรอลิก วัสดุก่อสร้างที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงมีการปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการลดของเสียและขยะจากงานก่อสร้างใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง อย่าง Building Information Modeling (BIM) เทคโนโลยีก่อสร้างสําเร็จรูป (Precast, Prefabrication และ Modular) และอุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ลดการก่อมลภาวะ ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กเริ่มปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง อย่างการลดของเสียและขยะจากงานก่อสร้าง แล้ว
ในระยะข้างหน้า ยังต้องจับตาข้อกําหนดด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าประมูลงาน ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่สามารถสร้างความ ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิต และผู้ค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มีการลงทุน นําเทคโนโลยีก่อสร้างที่ลดการก่อมลภาวะมาใช้ตลอดจนมีการกําหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดการลดการปล่อย GHG ไป จนถึงรายงานผลการดําเนินการลดการปล่อย GHG จะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันการเข้า ประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้มากขึ้นในอนาคต

ที่มา: ศูนย์วิจัยเศรษกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
สถานภาพและศักยภาพในการแข่งขัน
สําหรับภาวะการแข่งขันจากข้อมูลจํานวนบริษัทในแต่ละกลุ่มขนาดธุรกิจ อาจสะท้อนสภาพการ แข่งขันในตลาดได้ระดับหนึ่งว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสําหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กน่าจะมีสภาพการแข่งขันที่สูงที่สุด เนื่องจากอุปสรรคการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) มีไม่มาก เพราะใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี ความชํานาญและการบริหาร จัดการที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้รับเหมารายใหญ่ แม้จะมีอุปสรรคบ้างด้านกฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการ ประกอบกิจการ แต่ก็ถือว่าสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทําให้ตลาดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสําหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กมี ผู้ประกอบการจํานวนมาก
ส่วนตลาดของผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นตลาดที่น่าจะมีการแข่งขันน้อยที่สุด เนื่องจากมี อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) ค่อนข้างสูง เช่น ขนาดเงินลงทุนจํานวนมาก ประสบการณ์ และความ เชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่ตลาดของผู้ประกอบการขนาดกลางอาจมีสภาพการแข่งขันพอสมควร โดยการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับ ปริมาณงานก่อสร้างในแต่ละสถานการณ์ หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดี มีปริมาณงานก่อสร้างมาก ก็มักจะตคการแข่งขันไม่ รุนแรงมากนัก แต่หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ปริมาณงานก่อสร้างหดตัวลง ย่อมมีส่วนผลักดันให้สถานการณ์การ แข่งขันเข้มข้นขึ้นตามมา เพราะจํานวนผู้ประกอบการในตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือหากมีผู้ประกอบการรายใหญ่ เข้าร่วมการแข่งขันในตลาดระดับนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจมีการตัดราคาค่ารับเหมา ก่อสร้างก็ได้
นอกจากนี้ หากพิจารณาการแข่งขันตามประเภทของงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชน พบว่า ใน ตลาดก่อสร้างภาครัฐ หน่วยงานของรัฐมักแบ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่จะสามารถรับงานโครงการขนาดต่างๆ ด้วยขั้นตอนการ คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการจ้าง (Pre-qualification) โดยใช้เกณฑ์พื้นฐานต่างๆ ในการพิจารณาได้แก่ ฐานะทาง การเงินขั้นตํ่า จํานวนเครื่องมือเครื่องจักรขั้นตํ่า จํานวนบุคลากรขั้นตํ่า ตลาดการก่อสร้างภาครัฐจึงมีการแบ่งระดับตามมูลค่า โครงการอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะเข้าแข่งขันในโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ทําให้โครงการก่อสร้าง ภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดก่อสร้างภาครัฐว่ามี ระดับการแข่งขันไม่สูงเมื่อเทียบกับผู้รับเหมาตลาดอื่นๆ
แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่ระบุว่า ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมีสภาพการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจาก จํานวนโครงการที่มีการลงนามในสัญญาจ้างแล้ว กลับพบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีงานค่อนข้างทั่วถึง ทั้งการก่อสร้างอาคารชุด และที่พักอาศัยที่มีเป็นจํานวนมาก พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมักจะต้องเผชิญกับภาวะการ แข่งขันที่ค่อนข้างสูง จนอาจมีการตัดราคากันเพื่อความอยู่รอด
ทั้งนี้ ถือได้ว่าปริมาณความต้องการงานบริการด้านก่อสร้าง และออกแบบ จัดหา และรับเหมา ติดตั้งงานระบบวิศวกรรมทั้งโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ และโครงการเก่าที่ต้องการปรับปรุง ดังนั้น โอกาสในการเติบโตของ ธุรกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่มีคุณภาพและมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็งจะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันสูง เนื่องจากผู้รับเหมาที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการดําเนินงานมีความยืดหยุ่นในการรับงานทั้งขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็ก และมีอํานาจในการเจรจาต่อรองกับผู้จัดจําหน่ายวัสดุและอุปกรณ์เพื่อให้ได้ราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่ง บริษัทถือว่ามีคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน ประกอบกับได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า มากกว่า 37 ปี ที่อยู่ใน วงการ จึงส่งผลให้บริษัทมีโอกาสชนะการประมูลงานด้วยข้อเสนอด้านราคาที่ดีกว่า และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับ ลูกค้าได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากผลงานในอดีตที่บริษัทได้ควบคุมและบริหารโครงการให้แล้วเสร็จทันต่อกําหนดการด้วย คุณภาพตามมาตรฐานที่ลูกค้ากําหนด รวมทั้งความสามารถในการทํากําไรของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการที่ธุรกิจ ของบริษัทครอบคลุมถึงลูกค้าในกลุ่มการก่อสร้างเพื่อการอยู่อาศัย การก่อสร้างเชิงพาณิชย์ และการก่อสร้างเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นทั้งโครงการก่อสร้างใหม่ และงานปรับปรุงและพัฒนาระบบวิศวกรรมสําหรับอาคารหรือโรงงานเดิม ดังนั้นผลกระทบจากปัจจัยลบในภาคธุรกิจหนึ่งธุรกิจใดจึงมีผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทค่อนข้างจํากัดเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่ง อื่น ๆ
นอกจากการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้รับเหมาไทยแล้ว ยังมีผู้รับเหมาต่างชาติ และกิจการร่วมทุน ระหว่างผู้รับเหมาต่างชาติกับผู้รับเหมาไทย เป็นคู่แข่ง โดยการประเมินส่วนแบ่งทางการตลาดสามารถทําได้ยาก เนื่องจาก ไม่มีหน่วยงานหรื อองค์กรที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลไว้อีก ทั้งการจัดกลุ่มของผู้รับเหมาโดยแยกตามความชํานาญ ประสบการณ์ และคุณภาพของผลงาน ก็สามารถทําได้ยาก เนื่องจากการติดตั้งเพื่อให้ระบบทํางานได้นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง ง่ายสําหรับวิศวกรที่ผ่านการทํางานมา แต่คุณภาพ ความประณีต และอายุการใช้งานของงานติดตั้ง ตลอดจนความสามารถ ในการเตรียมระบบงานที่มีความซับซ้อนเป็ นสิ่งที่ผู้รับเหมาแต่ละกลุ่มจะมีความสามารถที่แตกต่างกันและต้องอาศัย ระยะเวลาในการพิสูจน์เพื่อจัดกลุ่มความชํานาญ
ในปี 2567 บริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานโครงการของภาครัฐและภาคเอกชนหลายโครงการ และ ชนะการประมูล รวม 12 โครงการ คิดเป็ นมูลค่างาน จํานวน 5.11 พันล้านบาท ซึ่งตํ่ากว่าเป้าหมายแต่เนื่องจากบริษัทมีงาน ในมือที่มาจากปี 2566 กว่า 15.1 พันล้านบาท ทําให้หลังจากการรับรู้รายได้ในปี 2567 จํานวนรวม 8.76 พันล้านบาท แล้ว ณ ต้นปี 2568 บริษัทมีงานในมือ (backlog) 10.74 พันล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2568 และปี ต่อๆ ไป นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนการที่จะเข้าร่วมประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ ไทย และต่างประเทศ รวมถึง การเข้ารับงานจากภาคเอกชนรายใหญ่โดยคาดว่าจะได้รับงานเพิ่มเติมในปี 2568 อีกประมาณ 14.5 พันล้านบาท ผลการดําเนินงานของบริษัทในปี 2567 แม้ว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น แต่ผลขาดทุนค่อนข้างมาก รวมถึง การชนะการประมูลโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ได้ตามเป้าหมาย บริษัทมีรายได้รวม 9.62 พันล้านบาท ปี 2567 บริษัทมี ขาดทุนขั้นต้น (4.4%) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาวัสดุก่อสร้างหลัก เช่น เหล็ก คอนกรีต สายไฟ ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้ง Direct Labor และ Sub-contractors รวมถึงการเข้าแก้ไขงานของ Sub-contractors และค่าใช้จ่าย Preliminary Costs ในการ ก่อสร้างสูงขึ้น
ในปี 2567 บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการทํางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้น โดย เน้นเรื่องส่งงานที่มีคุณภาพและตามกําหนดเวลาให้ลูกค้า ควบคุมต้นทุนการทํางานให้อยู่ในงบประมาณ และเรียกเก็บเงิน ค่าก่อสร้างได้ตามเวลาและเงื่อนไขที่กําหนด นอกจากนี้ ได้กําหนดกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานของบริษัทให้บริหารจัดการ และดําเนินการตามกรอบของ ESG ให้ความสําคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งในบริเวณโครงการที่ปฏิบัติงาน ในเรื่องของ ขยะและมลภาวะต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในโครงการ หรือประชาชนบริเวณข้างเคียง เน้นเรื่องความ ปลอดภัยสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นสําคัญ การเลือกคัดสรรและใช้วัสดุต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีการจัดทําโครงการคัดแยกขยะในทุกโครงการ ก่อสร้างเพื่อนํามา recycle บริษัทมุ่งเน้นและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการปรับปรุงกระบวนการทํางานของบริษัท เพื่อให้ ได้รับการรับรองจากสถาบันรับรองคุณภาพ ISO 14001:2015 และ ISO 45001:2018 ภายในกลางปี 2568 นอกจากนั้น บริษัทส่งเสริมและพัฒนาพนักงานและแรงงานโดยยึดถือกรอบ Human Rights ในการดําเนินการให้มีความรู้และ ความสามารถเพิ่มทั้งในด้านเทคนิคงานก่อสร้างและติดตั้งระบบ ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้บริษัทผลิตผลงานที่ดีให้กับลูกค้า และเป็ นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป บริษัทให้ความสําคัญกับ Value Chain มาโดยตลอด มีการแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ในการทํางาน รวมถึงให้การสนับสนุนในเรื่องของนวัตกรรมสําหรับงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างใหม่ ๆ การ ปรับปรุงและดําเนินการดังกล่าวข้างต้น เป ็นส่วนสําคัญที่จะทําให้บริษัทมีความเจริญมั่นคงอย่างต่อเนื่องต่อไป
