โครงสร้างรายได้แยกตามสายผลิตภัณฑ์
หน่วย : พันบาท
| สายผลิตภัณฑ์ / กลุ่มธุรกิจ | ดำเนินการโดย | % การถือหุ้นของบริษัท | ปี 2568 | ปี 2567 | ปี 2566 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้ | % | รายได้ | % | รายได้ | % | |||
| งานระบบ | บริษัท | - | 1,642,821 | 32.94 | 4,823,489 | 52.12 | 5,386,425 | 59.04 |
| พีแอลอี อินเตอร์ฯ | 99.99 | - | - | - | - | - | - | |
| งานก่อสร้างโยธา | บริษัท | - | 3,084,010 | 61.84 | 3,936,104 | 42.53 | 3,352,855 | 36.75 |
| พีแอลอี อินเตอร์ฯ | 99.99 | - | - | - | - | - | - | |
| กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ | 100.00 | - | - | - | - | - | - | |
| กิจการร่วมค้า อินเตอร์-ออสซี | 80.00 | 260,384 | 5.22 | 494,729 | 5.35 | 384,117 | 4.21 | |
| งานบ้านเอื้ออาทร | บริษัท | - | - | - | - | - | - | - |
| อื่นๆ | บริษัท | - | - | - | - | - | - | - |
| รายได้จากการให้บริการ | - | - | 4,987,215 | 100.00 | 9,254,322 | 100.00 | 9,123,397 | 100.00 |
| รายได้จากการขาย | - | - | 20,725 | - | 141,081 | - | - | - |
| รายได้อื่น | - | - | 181,868 | - | 221,886 | - | 226,039 | - |
| รายได้รวม | - | - | 5,189,808 | - | 9,617,289 | - | 9,349,436 | - |
ลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ธุรกิจของบริษัท บริษัทย่อย บริษัทร่วม และกิจการร่วมค้าฯ (รวมเรียกว่า “กลุ่มบริษัท”) สามารถ แบ่งออกเป็ น 5 กลุ่ม ตามลักษณะของงานที่ให้บริการ ได้แก่ งานออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบ ปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบสื่อสารโทรคมนาคม&ICT และระบบความปลอดภัย และ งานก่อสร้างโยธา นอกจากนั้นได้ดําเนินการลงทุนและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายละเอียดของงานในแต่ละ กลุ่ม ดังนี้
| ระบบไฟฟ้า |
|
| ระบบปรับอากาศ |
|
| ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย |
|
| ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม |
|
| งานก่อสร้างโยธา | บริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป โดยครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารสํานักงาน อาคาร พาณิชย์ โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา โรงแรม ที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารสนามบิน และโรงไฟฟ้า เป็นต้น |
การตลาดและการแข่งขัน
นโยบายการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่สำคัญ
ในการกําหนดกลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดําเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท นอกจาก การมุ่งเน้นความสามารถในการรักษาสัดส่วนการตลาดภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูง และในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอ ตัว กลุ่มบริษัทยังมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวด้วย กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดําเนิน ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีดังนี้
1. ชื่อเสียงและประสบการณ์ของกลุ่มวิศวกรผู้บริหาร กลุ่มบริษัทมีความรู้และ ประสบการณ์การทํางานภาคปฏิบัติในงานวิศวกรรมมากกว่า 37 ปี และมีชื่อเสียงเป็ นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ ทํา ให้สามารถมีส่วนช่วยตรวจสอบดูแลการทํางานของวิศวกรระดับผู้จัดการโครงการอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ หากมีการ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะต้องนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมอื่นๆ กลุ่มบริษัทจะมี ความสามารถในการนํามาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
2. ผลงานอันเป็นที่ยอมรับในอดีต ด้วยคุณภาพของผลงานและบริการในอดีตของกลุ่ม บริษัทที่ได้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าจํานวนมากได้ให้ความเชื่อถือและความไว้วางใจในการกลับมาใช้บริการ ของกลุ่มบริษัทอีก รวมทั้งได้แนะนําต่อไปยังลูกค้าอื่นๆ ด้วย ดังนั้นกลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายหลักในการที่จะรักษาและ เสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัท โดยดําเนินการ ดังนี้
- การรักษาคุณภาพของผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ
- การดํารงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและมีจรรยาบรรณที่ดีต่องานในสัญญา
- การดําเนินงานในแต่ละโครงการให้แล้วเสร็จตามกําหนดการที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า
- การดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าเสมือนหนึ่งว่าบริษัทคือเจ้าของโครงการดังกล่าวด้วย และ
- การบริการหลังการขายและหลังหมดสัญญาบริการ
3. ความสามารถของบุคลากร กลุ่มบริษัทมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรซึ่งนับเป็นทรัพยากรที่สําคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดําเนินงานและดํารงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
- การพัฒนาความรู้และความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความรู้ ทางเทคนิควิชาการและการจัดการ
- การสร้างจิตสํานึกความรับผิดชอบต่องาน และสังคม
- การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร ทั้งกับบุคคล และสิ่งแวดล้อม
- การทำงานเป็นทีม การประสานงานระหว่างทีมวิศวกรและบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ในการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้า
- การนําเอาระบบ KPI และ Balance Scores Card (BSC) เข้ามาใช้วัดผลการ ดําเนินงานของหน่วยงานและบุคคล รวมถึงนําระบบ Talent Management และ Succession Plan เข้ามาใช้เพื่อวางแผนบุคลากร และผู้บริหารของบริษัท
4. สถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง กลุ่มบริษัทให้ความสําคัญกับโครงสร้างทางการเงินที่ มั่นคง โดยการรักษาอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับตํ่า และระดับสภาพคล่องที่เหมาะสมจะช่วย ลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีอัตราส่วนของ หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 9.19 เท่า และมี Gearing อยู่ที่ 4.1 เท่า โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง 0.93 เท่า มีกระแสเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด จํานวน 39.38 ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคาร หลายแห่งเพื่อใช้ในการดําเนินการ ในวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 32,210.48 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดําเนินงาน
5. ประสิทธิภาพในการจัดการกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบการทํางานและ การจัดการส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานและพัฒนาความสามารถในการตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า โดยได้รับการรับรองการบริหารงานคุณภาพมาตั้งแต่ วันที่ 31 สิงหาคม 2543 (ISO 9002:1994) เมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม 2546 ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 Version 2000 จากบริษัท BVQI จํากัด และบริษัท ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO9001:2008 โดย บริษัท Bureau Veritas Certification (Thailand) Ltd. เป็ นผู้ประเมินและให้การรับรองในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 บริษัทยังคงมีการรักษาระบบบริหารงานคุณภาพ ที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจติดตามจาก บริษัท Bureau Veritas ทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งในส่วนของบริษัท เองยังมีการสุ่มตรวจภายในอย่างต่อเนื่อง โดยการประยุกต์หลักการในการตรวจแบบ Process Approach (การพิจารณาอย่าง เป็ นกระบวนการ)โดยสถาบันดังกล่าวได้มีการทบทวนการรับรองทุกป ี และในป ี 2560 บริษัทได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 จนถึงปัจจุบัน
6. การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทได้มีการกําหนดนโยบายในการจัดซื้อ เพื่อ สร้างความโปร่งใสและสร้างการแข่งขันระหว่างผู้จัดจําหน่ายวัตถุดิบต่างๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่าต้นทุนของบริษัทอยู่ ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงร่วมมือกับ Supply Chain ในการพัฒนาและปรับปรุงการทํางาน และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การจําหน่าย และช่องทางการจําหน่าย
ลักษณะลูกค้าของกลุ่มบริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ลูกค้าภาคเอกชน เช่น อาคารสํานักงาน อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น และภาครัฐ ซึ่ง ประกอบด้วยหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยสัดส่วนการให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละประเภทในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา
หน่วย : ล้านบาท
| ประเภท | ปี 2568 | ปี 2567 | ปี 2566 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | |
| ภาคเอกชน | 959.74 | 37.54 | 1,121.07 | 21.94 | 5,145.78 | 88.00 |
| ภาครัฐ | 1,597.00 | 62.46 | 3,988.84 | 78.06 | 701.58 | 12.00 |
| รวม | 2,556.74 | 100.00 | 5,109.91 | 100.00 | 5,847.36 | 100.00 |
ในระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเข้ารับงานภาครัฐเพิ่มขึ้น แม้ว่าในการเข้าร่วม ประมูลงานจากภาครัฐจะต้องคํานึงถึงรายละเอียดและคุณสมบัติตามข้อกําหนด (Terms of Reference หรือ TOR) ของแต่ ละหน่วยงานราชการที่เป็นผู้จ้าง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลงานกับภาครัฐจะต้องเป็นผู้ที่มีผลงานในอดีตหรือมีรายชื่อขึ้น ทะเบียนกับหน่วยงานราชการนั้นๆ ในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟฟ้าขนส่ง มวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรมศุลกากร บมจ.ท่าอากาศ ยานไทย (AOT) เป็ นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มบริ ษัทมีนโยบายที่จะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่ม ความสามารถในการรับงานในส่วนของภาครัฐบาล เนื่องจากภาครัฐบาลมีนโยบายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานไฟฟ้า, ขนส่งมวลชน และสื่อสารโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง
ในการรับงานของกลุ่มบริษัทจะมีทั้งการเป็นผู้รับเหมา โดยตรงจากลูกค้าและผ่านการ รับเหมาช่วง ซึ่งในหลายปี ที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 90 ของมูลค่างานรวมทั้ง 2 ประเภท มาจากการประมูลงาน ในขณะที่ ส่วนที่เหลือมาจากการติดต่อเจรจาต่อรอง โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบริษัทจะรับงานจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรงจากลูกค้า เนื่องจากจะได้รับราคาและเงื่อนไขการชําระเงินที่ดีกว่า ส่วนการรับเหมาช่วงนั้นกลุ่มบริษัทใช้เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางเข้า หาลูกค้าและช่องทางการจําหน่าย โดยผ่านบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เช่น บริษัท อิตาเลี่ยนไทย จํากัด (มหาชน) , บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน), Marubeni Corporation เพื่อเป็นการสร้างผลงานทางด้านงานของภาครัฐ และผลงานใน ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่การประมูลงานของภาครัฐหรือโครงการในต่างประเทศจะเป็นลักษณะสัญญา เดียวสําหรับงานรับเหมาก่อสร้างและงานระบบวิศวกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างหลักจะให้ผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ดําเนินการ งานระบบวิศวกรรม โดยสัดส่วนงานของบริษัทระหว่างการติดต่อลูกค้าโดยตรงและผ่านการรับเหมาช่วงในระยะ 3 ปี ที่ผ่านมาดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
| ประเภท | ปี 2568 | ปี 2567 | ปี 2566 | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | มูลค่า | ร้อยละ | |
| การติดต่อลูกค้าโดยตรง | 2,556.74 | 100.00 | 5,109.91 | 100.00 | 5,680.51 | 97.15 |
| การรับเหมาช่วง | 0.00 | - | 0.00 | - | 166.85 | 2.85 |
| รวม | 2,556.74 | 100.00 | 5,109.91 | 100.00 | 5,847.36 | 100.00 |
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมุ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสในการ ได้รับงานโครงการใหม่ๆ จากลูกค้าเดิมในอนาคต โดยในป ี 2567 สัดส่วนงานของกลุ่มบริษัทที่ได้รับจากลูกค้าใหม่เฉลี่ย ประมาณ 86.20% และลูกค้าเดิมเฉลี่ยประมาณ 13.80% ลูกค้าเดิมของบริษัทซึ่งให้ความเชื่อถือและไว้วางใจบริษัท เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Lotus ท้อปส์ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า, กลุ่ม CP และ TCC เป็นต้น
