โครงสร้างการถือหุ้น

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีการถือหุ้นในบริษัทย่อย และบริษัทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกิจการร่วมค้า ดังนี้

ชื่อบริษัท ร้อยละการถือหุ้น ประเภทธุรกิจ
บริษัทย่อย
บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด* 99.99 รับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป
บริษัท เอส เอ ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
(เดิมชื่อ บริษัท เอส เอ พี เอส 2007 โฮลดิ้ง จำกัด)
99.99 เป็น Holding Company สำหรับลงทุนในธุรกิจอื่นๆ
บริษัท บี-เลย์พลัส จำกัด** 69.70 ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ต และจำหน่ายอุปกรณ์การสื่อสารคมนาคมทุกประเภท
บริษัท เทคเนอร์ จำกัด*** 50.00 รับเหมาก่อสร้าง
กิจการร่วมค้า 1 แห่ง
1. กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ 100.00 รับเหมางานรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญา 3
หมายเหตุ
* บริษัท พีแอลอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เดิมชื่อ บริษัท ยูนิมา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
** ในเดือนธันวาคม 2564 PLE ได้ขายหุ้น บ.บี-เลย์พลัส จำกัด ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม
*** บริษัท เทคเนอร์ จำกัด บริษัทได้ส่ง นายเสวก ศรีสุชาต และนายอนุชา นิตยานุภาพ เข้าเป็นกรรมการบริษัทร่วมกับกรรมการจากผู้ถือหุ้นรายอื่น คือ นายชัชวาล สุยะนันทน์ และนางสุภนันท์ จุลวัจนะ ได้หยุดดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีฟ้องร้องกับการเคหะแห่งชาติ
โครงสร้างรายได้แยกตามสายผลิตภัณฑ์

หน่วย : พันบาท

สายผลิตภัณฑ์ / กลุ่มธุรกิจ ดำเนินการโดย สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ปี 2564 ปี 2563 ปี 2562
รายได้ ร้อยละ รายได้ ร้อยละ รายได้ ร้อยละ
งานระบบ -บริษัท - 3,694,031 50.38 4,733,922 55.16 6,362,951 67.89
  -พีแอลอี อินเตอร์ฯ (ยูนิมา) 99.99 - - - - - -
งานก่อสร้างโยธา -บริษัท - 3,637,453 49.61 3,845,098 44.80 3,009,021 32.11
  -พีแอลอี อินเตอร์ฯ (ยูนิมา) 99.99 - - - - - -
  -กิจการร่วมค้า พี เอ อาร์ 100.00 - - - - - -
งานบ้านเอื้ออาทร -บริษัท - - - - - - -
อื่นๆ -บริษัท - - - 3,809 0.04 - -
- บริษัท บี-เลย์ พลัส จำกัด 69.70 574 0.01 133 0.00 - -
รายได้จากการให้บริการ 7,322,058 100.00 8,582,962 100.00 9,371,972 100.00
รายได้อื่น 301,579 190,032   235,629  
รายได้รวม 7,633,637 8,772,994   9,607,601  
ลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ

ธุรกิจของบริษัท บริษัทย่อย บริษัทร่วม และกิจการร่วมค้าฯ (รวมเรียกว่า “กลุ่มบริษัท”) สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะของงานที่ให้บริการ ได้แก่ งานออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบสื่อสารโทรคมนาคม&ICT และงานก่อสร้างโยธานอกจากนั้นได้ดำเนินการลงทุนและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายละเอียดของงานในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

ระบบไฟฟ้า
  • สถานีไฟฟ้าย่อย (Power Substation)
  • ระบบจ่ายไฟ (Power Distribution)
  • ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินเวลาไฟดับ (Electrical Power Supply & Emergency Power Suppl System)
  • ระบบแสงสว่าง (Lighting System)
  • ระบบโทรศัพท์ (Telephone System)
  • ระบบเสียง (Public Address System)
  • ระบบเครื่องรับสัญญาณหลัก (Master Antenna)
  • ระบบรักษาความปลอดภัย (Security System)
  • ระบบสายล่อฟ้า (Lightning Protection System)
  • ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ (Building Automation System)
  • ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System)
  • Solar Power System
ระบบปรับอากาศ
  • ระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ (Air Conditioning System)
    • ระบบระบายอากาศ (Ventilation)
    • ระบบห้องทำความเย็น (Refrigeration)
    • ระบบห้องสะอาด (Clean Room)
    • ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (Automatic Temperature and Humidity Control System)
    • ระบบอัดอากาศในบันไดหนีไฟ (Pressurized Stairs)
    • ระบบควบคุมปริมาณอากาศ (Variable Air Volume or VAV)
  • District Cooling System
ระบบสุขาภิบาลและระบบป้องกันอัคคีภัย
  • ระบบท่อประปา (Plumbing System)
    • ระบบผลิตไอน้ำและน้ำร้อน (Steam Boiler and Hot Water System)
    • ระบบบำบัดน้ำเสีย (Waste Water and Sewage Treatment)
    • ระบบน้ำดื่ม (Drinking Water System)
    • สระว่ายน้ำ (Swimming Pool)
    • ระบบแก๊ส (Gas System)
    • ระบบระบายน้ำทิ้ง (Drainage)
    • ระบบดับเพลิงแบบหัวฉีด โปรยน้ำ (Sprinkler System)
    • ระบบสารสะอาดดับเพลิง (FM 200 System)
    • ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย (Fire Alarm System)
    • ระบบดับเพลิงด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO, System)
    • ระบบท่อดับเพลิงและควบคุม (Fire Pumps and Controller)
    • อุปกรณ์ดับเพลิง (Fire Extinguish Equipment)
ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม
  • ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายเคเบิลใยแก้ว (Optical Fiber)
    • ระบบโทรศัพท์ TDMA (Time Division Multiple Access)
    • ระบบโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Telephone System)
  • Telecommunication System
  • Telephone System
  • ระบบ ICT
งานก่อสร้างโยธา บริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโยธาทั่วไป โดยครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล ศูนย์การค้า สถาบันการศึกษา โรงแรม ที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้าอาคารสนามบิน และโรงไฟฟ้า เป็นต้น
การตลาดและการแข่งขัน
นโยบายการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่สำคัญ

ในการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท นอกจากการมุ่งเน้นความสามารถในการรักษาสัดส่วนการตลาดภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูง และในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มบริษัทยังมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวด้วย กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีดังนี้

1. ชื่อเสียงและประสบการณ์ของกลุ่มวิศวกรผู้บริหาร กลุ่มบริษัทมีความรู้และประสบการณ์การทำงานภาคปฏิบัติในงานวิศวกรรมมากกว่า 33 ปี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ ทำให้สามารถมีส่วนช่วยตรวจสอบดูแลการทำงานของวิศวกรระดับผู้จัดการโครงการอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมอื่น ๆ กลุ่มบริษัทจะมีความสามารถในการนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว

2. ผลงานอันเป็นที่ยอมรับในอดีต ด้วยคุณภาพของผลงานและบริการในอดีตของกลุ่มบริษัทที่ได้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าจำนวนมากได้ให้ความเชื่อถือและความไว้วางใจในการกลับมาใช้บริการของกลุ่มบริษัทอีก รวมทั้งได้แนะนำต่อไปยังลูกค้าอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นกลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายหลักในการที่จะรักษาและเสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัท โดยดำเนินการ ดังนี้

  • การรักษาคุณภาพของผลงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ
  • การดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและมีจรรยาบรรณที่ดีต่องานในสัญญา
  • การดำเนินงานในแต่ละโครงการให้แล้วเสร็จตามกำหนดการที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า
  • การดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าเสมือนหนึ่งว่าบริษัทคือเจ้าของโครงการดังกล่าวด้วย และ
  • การบริการหลังการขายและหลังหมดสัญญาบริการ

3. ความสามารถของบุคลากร กลุ่มบริษัทมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร ซึ่งนับเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานและดำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้

  • การพัฒนาความรู้และความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความรู้ทางเทคนิควิชาการและการจัดการ
  • การสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่องาน และสังคม
  • การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร ทั้งกับบุคคล และสิ่งแวดล้อม
  • การทำงานเป็นทีม การประสานงานระหว่างทีมวิศวกรและบุคลากรภายในองค์กรเพื่อให้บรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ในการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้า
  • การนำเอาระบบ KPI และ Balance Scores Card (BSC) เข้ามาใช้วัดผลการ
  • ดำเนินงานของหน่วยงานและบุคคล รวมถึงนำระบบ Talent Management และ Succession Plan เข้ามาใช้เพื่อวางแผนบุคลากรผู้บริหารของบริษัท

4. สถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยการรักษาอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับต่ำ และระดับสภาพคล่องที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 3.95 เท่า โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง 1.08 เท่า มีกระแสเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 815.81 ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารหลายแห่งเพื่อใช้ในการดำเนินการ ในวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 40,367 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงาน

5. ประสิทธิภาพในการจัดการกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบการทำงานและการจัดการส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและพัฒนาความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยได้รับการรับรองการบริหารงานคุณภาพมาตั้งแต่ วันที่ 31 สิงหาคม 2543 (ISO 9002:1994) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 Version 2000 จากบริษัท BVQI จำกัด และบริษัทได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO9001:2008 โดย บริษัท Bureau Veritas Certification(Thailand) Ltd. เป็นผู้ประเมินและให้การรับรองในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 บริษัทยังคงมีการรักษาระบบบริหารงานคุณภาพที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจติดตามจาก บริษัท Bureau Veritas ทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งในส่วนของบริษัทเองยังมีการสุ่มตรวจภายในอย่างต่อเนื่อง โดยการประยุกต์หลักการในการตรวจแบบ Process Approach การพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ)โดยสถาบันดังกล่าวได้มีการทบทวนการรับรองทุกปี และในปี 2560 บริษัทได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 จนถึงปัจจุบัน

6. การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทได้มีการกำหนดนโยบายในการจัดซื้อ เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างการแข่งขันระหว่างผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่าต้นทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงร่วมมือกับ Supply Chain ในการพัฒนาและปรับปรุงการทำงาน และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การจำหน่าย และช่องทางการจำหน่าย

ลักษณะลูกค้าของกลุ่มบริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ลูกค้าภาคเอกชน เช่น อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น และภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยสัดส่วนการให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละประเภทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

หน่วย : ล้านบาท

ประเภท ปี 2564 ปี 2563 ปี 2562
มูลค่า ร้อยละ มูลค่า ร้อยละ มูลค่า ร้อยละ
ภาคเอกชน 5,715.00 66.27 1,349.00 9.40 1,493.40 20.39
ภาครัฐ 2,908.43 33.73 12,998.47 90.60 5,830.11 79.61
รวม 8,623.43 100.00 14,347.47 100.00 7,323.51 100.00

ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเข้ารับงานภาครัฐเพิ่มขึ้น แม้ว่าในการเข้าร่วมประมูลงานจากภาครัฐจะต้องคำนึงถึงรายละเอียดและคุณสมบัติตามข้อกำหนด (Terms of Reference หรือ TOR) ของแต่ละหน่วยงานราชการที่เป็นผู้จ้าง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลงานกับภาครัฐจะต้องเป็นผู้ที่มีผลงานในอดีตหรือมีรายชื่อขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานราชการนั้น ๆ ในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) เป็นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทมี  นโยบายที่จะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับงานในส่วนของภาครัฐบาล เนื่องจากภาครัฐบาลมีนโยบายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานไฟฟ้า, ขนส่งมวลชน และสื่อสารโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง

ในการรับงานของกลุ่มบริษัทจะมีทั้งการเป็นผู้รับเหมา โดยตรงจากลูกค้าและผ่านการรับเหมาช่วง ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 90 ของมูลค่างานรวมทั้ง 2 ประเภท มาจากการประมูลงาน ในขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากการติดต่อเจรจาต่อรอง โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบริษัทจะรับงานจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรงจากลูกค้า เนื่องจากจะได้รับราคาและเงื่อนไขการชำระเงินที่ดีกว่า ส่วนการรับเหมาช่วงนั้นกลุ่มบริษัทใช้เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางเข้าหาลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายโดยผ่านบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่หรือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เช่น บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน)บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน),Marubeni Corporation เพื่อเป็นการสร้างผลงานทางด้านงานของภาครัฐ และผลงานในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่การประมูลงานของภาครัฐหรือโครงการ ในต่างประเทศจะเป็นลักษณะสัญญาเดียวสำหรับงานรับเหมาก่อสร้างและงานระบบวิศวกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างหลักจะให้ผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ดำเนินการงานระบบวิศวกรรม โดยสัดส่วนงานของบริษัทระหว่างการติดต่อลูกค้าโดยตรงและผ่านการรับเหมาช่วงในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

ประเภท ปี 2564 ปี 2563 ปี 2562
มูลค่า ร้อยละ มูลค่า ร้อยละ มูลค่า ร้อยละ
การติดต่อลูกค้าโดยตรง 6,212.43 72.04 14,077.47 98.12 6,656.50 90.89
การรับเหมาช่วง 2,411.00 27.96 270.00 1.88 667.01 9.11
รวม 8,623.43 100.00 14,347.47 100.00 7,323.51 100.00

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมุ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสในการได้รับงานโครงการใหม่ๆ จากลูกค้าเดิมในอนาคต โดยในปี 2564 สัดส่วนงานของกลุ่มบริษัทที่ได้รับจากลูกค้าใหม่เฉลี่ยประมาณ 83.20% และลูกค้าเดิมเฉลี่ยประมาณ 16.80% ลูกค้าเดิมของบริษัทซึ่งให้ความเชื่อถือและไว้วางใจบริษัท เช่นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงแรมในเครือภูเก็ตอาร์คาเดียร์ ท้อปส์ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า, โนเบิลกรุ๊ป, กลุ่ม CP และ TCC เป็นต้น

สภาพการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2564 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อย ละ 0.2 ในไตรมาสก่อนหน้า (%YoY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2564ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2564 ร้อยละ 1.8 (QoQ_SA)

ด้านการใช้จ่าย การส่งออกสินค้าและบริการ และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้นการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐกลับมาขยายตัว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวลงลด

ด้านการผลิต สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาไฟฟ้า ก๊าซฯ กลับมาขยายตัว สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมฯ ขยายตัวต่อเนื่อง สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมงชะลอตัว ส่วนสาขาที่พักแรมและบริการ ด้านอาหาร และสาขาการก่อสร้างลดลง

รวมทั้งปี 2564 เศรษฐกิจไทย ขยายตัวร้อยละ 1.6 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ6.2 ในปี 2563 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้า การอุปโภคบริโภคเอกชน และการลงทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.8 ร้อยละ 0.3และร้อยละ 3.4 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.2 และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลร้อยละ 2.2 ของ GDP

ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ และทั้งปี 2564 ในด้านการผลิต สาขาก่อสร้าง

สาขาก่อสร้าง : ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.9 เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการก่อสร้างภาคเอกชน ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐบาลกลับมาขยายตัว โดยในไตรมาสนี้ การก่อสร้างภาครัฐลดลงร้อยละ 0.7 แต่ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า (การก่อสร้างของรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 10.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 14.8) ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชน ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 0.9 ตามการลดลงของการก่อสร้างอื่น ๆ เป็นสำคัญ ในขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยและก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัยขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นต่อต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 9.8 ตามการเพิ่มของดัชนีราคาหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก(เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.5) หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6) และหมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9)

รวมทั้งปี 2564 สาขาการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 2.7 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.3 ในปี 2563 โดยการก่อสร้างภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.7 การก่อสร้างของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 7.0 ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 0.1) ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชนลดลงร้อยละ 0.6

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2565

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 2565 ควรให้ความสำคัญกับ (1) การป้องกันและ ควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ภายในประเทศให้อยู่ในวงจำกัด (2) การสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลภาคเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว (i) การเร่งรัดติดตามมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และมาตรการเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงและในสาขาเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว (ii) การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานควบคู่ไปกับการพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือแรงงานเพิ่มเติม (ii) การเร่งรัดมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคธุรกิจ (3) การรักษาแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภายในประเทศ (i) การติดตามและประเมินผลมาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินการไปแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (ii) การดูแลกลไกตลาดเพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า รวมทั้งผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ (ii) การพิจารณาการใช้จ่ายภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 และ 2566 โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับโครงการลงทุนที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างงานสร้างอาชีพในระดับชุมชน เพื่อรองรับแรงงานย้ายกลับภูมิลำเนา (4) การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการจูงใจในการชำระหนี้และบรรเทาภาระหนี้สินที่สำคัญ (5)การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า โดย (i) การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังตลาดหลักควบคู่กับการสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ (ii) การพัฒนาสินค้าส่งออกให้มีคุณภาพและมาตรฐาน (iii) การแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อระบบการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (iv) การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP) ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา (v) การปกป้องความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต (6) การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดย(i) การเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง (ii) การแก้ไขปัญหาที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ (i) การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก (iv) การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ รวมถึงขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค (v) การลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญ (vi) การพัฒนากำลังแรงงานทักษะสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (7) การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ (8) การติด เฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ และ (9) การขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการกระจายรายได้ และปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้าง

EIC คาดมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐปี 2021 ขยายตัว 6%YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างไรก็ดี การระบาดของ COVID-19 ในแคมป์คนงานก่อสร้าง รวมถึงการดำเนินกิจกรรมก่อสร้างภายใต้มาตรการ Bubble and seal สร้างแรงกดดันต่อภาคก่อสร้างในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ในปี 2021 กาก่อสร้างภาครัฐได้รับปัจจัยหนุนจากการเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกเฟส 1 โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ รันเวย์ที่ 3 นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมาจากในอดีต และมีความคืบหน้า เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี สายบางปะอิน-นครราชสีมา ส่งผลให้มีเม็ดเงินทยอยเขาสู่การก่อสร้างภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

สำหรับงบประมาณในปีงบประมาณ 2021 (2564) ของ 4 หน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้างได้แก่ กรมทางหลวง กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง ขยายตัวจากปีก่อนหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมทางหลวงได้รับงบประมาณกว่า 126,000 ล้านบาท (+11%YoY) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงและสะพาน รวมถึงกรมชลประทานได้รับงบประมาณกว่า 74,000 ล้านบาท (+9%YoY) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ก่อสร้างขยายพื้นที่ชลประทาน

อีกทั้ง อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2021 (2564) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2021 อยู่ที่ 48% ของงบลงทุนสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 34% ของงบลงทุน ทำให้มูลค่าการเบิกจ่ายงบลงทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2021 อยู่ที่ 258,583 ล้านบาท (+47%YTD) หนุนให้เม็ดเงินกระจายเข้าสู่การก่อสร้างภาครัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 สูงเช่นกัน

จากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งโครงการที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างในปี 2021 และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมาจากในอดีต อีกทั้ง งบประมาณของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้างในปีงบประมาณ2021 (2564) ที่ขยายตัวจากปีก่อนหน้า ประกอบกับมูลค่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ที่อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หนุนให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐอยู่ที่ 438,295 ล้านบาท (+17% YTD)

EIC มองว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐจะขยายตัวในอัตราสูง แต่ภาคก่อสร้างเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 โดยคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2021 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงการก่อสร้างภาครัฐในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหยุดชะงักสอดคล้องตามมูลค่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในเดือนกรกฎาคม 2021 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 33,966 ล้านบาท (-15%YoY) อีกทั้ง ความเสี่ยงการระบาดของ COVID-19 ในแคมป์คนงานก่อสร้างในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้ต้องมีการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างบางแห่งอีกด้วย รวมถึงข้อกำหนดการดำเนินกิจกรรมก่อสร้างภายใต้มาตรการ Bubble and seal ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 เป็นต้นไปสร้างแรงกดดัน โดยอาจทำให้การก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ในระยะข้างหน้าล่าช้าออกไป จากข้อจำกัดด้านสุขอนามัย และการเว้นระยะห่าง ที่อาจส่งผลกระทบให้ประสิทธิภาพการก่อสร้างลดลง

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐยังขยายตัวในอัตราสูงถึง 11%YoY จากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 จะมีแนวโน้มหดตัว -5% และส่งผลให้มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐโดยรวมในปี 2021 จะอยู่ที่ราว 806,000 ล้านบาท (+6%YoY) โดยเป็นการขยายตัวอย่างเนื่องจากปี 2020 ที่ขยายตัว 5%YoY

สำหรับแนวโน้มปี 2022 การก่อสร้างภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของภาคก่อสร้างจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ รวมถึงการเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2022 มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 858,000 ล้านบาท (+6%YoY) โดยเป็นผลมาจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญที่ดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องมาจากในอดีต เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก เฟส 1 โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ รันเวย์ที่ 3

นอกจากนี้ การเริ่มประมูลและเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ ๆ ทั้งโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง โครงการขยายสนามบิน และโครงการทางถนน จะทำให้มีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ภาคก่อสร้างภาครัฐ ในปี 2022 อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการประมูลและลงนามสัญญาโครงการใหม่ ๆ ที่อาจมีความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2022 ได้

ขณะที่งบประมาณของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้างในปีงบประมาณ 2022 (2565) ที่หดตัวอาจช่วยหนุนมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐได้มากนัก ทั้งนี้งบประมาณของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ได้แก่ กรมทางหลวงชนบท ในปีงบประมาณ 2022 (2565) หดตัว -8%YoY และ -5%YoY ตามลำดับสอดคล้องตามภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณปี 2022 (2565) ที่ถูกปรับลดลงจากปีก่อนหน้า ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 ดังนั้น งบประมาณในส่วนนี้จึงอาจช่วยหนุนมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2022 ได้ไม่มากนัก แตกต่างจากสถานการณ์ในปี 2021 ที่งบประมาณในปีงบประมาณ 2021 (2564) ของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้างขยายตัวจากปีก่อนหน้า จึงกล่าวได้ว่าปัจจัยหนุนมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2022 จะมาจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ รวมถึงการเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ เป็นหลัก

การก่อสร้างภาคเอกชนยังมีทิศทางชะลอตัวตามการหดตัวอย่างต่อเนื่องของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2021 อยู่ที่ราว 514,000 ล้านบาท (-7%YoY) โดยเป็นการปรับลดลงทั้งในส่วนของการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้การระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรับลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2020 โดยในปี 2020 หน่วยที่อยู่อาศัยขายได้อยู่ที่ 65,279 หน่วย (-35%YoY) นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี และมาในปี 2021 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ที่การระบาดรุนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันให้หน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ในปี 2021 ไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดย EIC คาดว่าหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2021 อยู่ที่ 57,300 หน่วย (-12%YoY)

ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยยังต้องเน้นการระบายสต็อก และเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่อย่างระมัดระวัง โดยผู้ประกอบการยังชะลอเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปในช่วงที่เหลือของปี 2021 ส่งผลให้ EIC คาดว่า หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2021 อยู่ที่ 47,000 หน่วย (-36%YoY) หดตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2020 ที่มีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่อยู่ที่ 73,043 หน่วย (-39%YoY)

ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ด้วยเช่นกัน โดยการปิดกิจการของภาคธุรกิจ และมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้าน ทำให้ภาคธุรกิจยกเลิกหรือลดการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน ส่งผลให้การขออนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงานยังหดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2021

ในส่วนของพื้นที่ค้าปลีกได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์ที่ผ่านมา โดยสามารถเปิดบริการเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารแบบซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ ทำให้ผู้เช่าพื้นที่บริเวณอื่น ๆ ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าเช่าได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ไป แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายคำสั่งล็อกดาวน์ให้พื้นที่ค้าปลีกเปิดให้บริการได้แล้ว แต่คาดว่าสถานการณ์จะยังไม่ดีขึ้น โดยอัตราการเช่าพื้นที่ลดลงมา รวมถึงผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ อย่างไรก็ตามการขออนุญาตก่อสร้างพื้นที่ค้าปลีกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2021 สามารถฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำมากในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2020 ที่หดตัว -47%YTD แม้ผู้ประกอบการยังขยายพื้นที่รองรับการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก แต่ก็พบว่ายังมีความท้าท้ายจากความนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่อาจทำให้การเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านลดลง ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดการเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านต่อไป

สำหรับในปี 2022 มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนจะยังมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากยังเผชิญความท้าทายจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวได้ช้า ทั้งภาคธุรกิจยังคงมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านสลับกับการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิต รวมถึงความนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ มีแนวโน้มชะลอหรือทบทวนการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย มีแนวโน้มพัฒนาโครงการขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนจะยังมีแนวโน้มทรงตัวจากปี 2021

ETC มองว่า ในปี 2022 ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีแนวโน้มปรับกลยุทธ์รับงานก่อสร้างภาครัฐมากขึ้นรวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีแนวโน้มหันมาเป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างภาครัฐมากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการฟื้นตัวได้ช้าของภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีแนวโน้มปรับกลยุทธ์หันมารับงานก่อสร้างภาครัฐ รวมถึงร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnerships : PPP) มากขึ้นในปี 2022 อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อให้สามารถเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างภาครัฐได้อย่างหลากหลาย ขณะที่ผู้ประกอบการที่เน้นการรับงานภาคเอกชนเป็นหลัก อาจต้องปรับกลยุทธ์หันไปรับงานประเภทรีโนเวท โดยยังมีโอกาสจากการที่ผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์บางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ค้าปลีก มีการรีโนเวทพื้นที่เพื่อรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจ หากการระบาดของ COVID-19 บรรเทาลง

ในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กก็ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวได้ช้าของภาคอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน โดยมีแนวโน้มหันมาเป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างภาครัฐมากขึ้น ทั้งนี้งบประมาณของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทางหลวงชนบท ในปีงบประมาณ 2022 (2565) ที่หดตัวจากปีก่อนหน้า อาจส่งผลกระทบให้โครงการก่อสร้างในภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอหรือหยุดชะงักไป ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กสูญเสียโอกาสในการเข้าประมูลและก่อสร้างโครงการขนาดกลางและเล็กในภูมิภาคตามมา

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะต้นทุนราคาเหล็ก และแรงงานที่อยู่ในระดับสูงในปี 2022 โดยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนทำให้ความต้องการใช้เหล็กยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2021 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนสินแร่เหล็กที่มีแนวโน้มลดลงจากปริมาณการผลิตจากสหรัฐอเมริกา และบราซิลที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยบรรเทาความร้อนแรงของราคาเหล็กจีนลงได้ส่วนหนึ่ง โดย EIC คาดว่า ในปี 2022 ราคาเหล็กทรงยาวจีนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 733 บาท/ตัน จากในปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 785 บาท/ตัน อย่างไรก็ดี ระดับราคาดังกล่าว ยังถือว่ายังอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีตที่ราว 500-600 บาท/ตัน โดยราคาเหล็กทรงยาวจีนที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนี้ ส่งผลให้ราคาเหล็กไทยจะยังอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย

นอกจากนี้ คำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2021 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติ และแรงงานต่างจังหวัด ออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังไม่กลับเข้าพื้นที่ได้ทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภาครัฐ ต้องเร่งดำเนินการก่อสร้างให้ทันตามกำหนดการส่งมอบงานในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน 2021 ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2021 (2564) ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงานพุ่งสูงขึ้น รวมถึงภาวะขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงานที่พุ่งสูงขึ้นนี้ อาจลากยาวไปถึงปี 2022 อีกด้วย

ทั้งนี้ผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้เกิดรูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New normal) ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องติดตามแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาสู่การปรับรูปแบบการก่อสร้างให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภค และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะตลาดที่อยู่อาศัย ที่มีความนิยมซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ และการก่อสร้างก็จะต้องตอบโจทย์แนวโน้มที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น อีกทั้ง มาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านสลับกับการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิต จะทำให้รูปแบบการก่อสร้างอาคารสำนักงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มุ่งเน้นพื้นที่สำหรับที่นั่งทำงานประจำของพนักงาน ไปสู่การปรับที่นั่งทำงานของพนักงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงการให้ความสำคัญกับระบบติดต่อสื่อสารมากขึ้น เพื่อรองรับการทำงานแบบ remote work หรือแม้แต่พื้นที่ค้าปลีก ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างให้มีสัดส่วนของพื้นที่ outdoor มากขึ้น นอกจากนี้ เทรนด์สิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ ยังต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี อย่างระบบอัตโนมัติและเซ็นเซอร์มาใช้มากขึ้น เพื่อลดการสัมผัส ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างการก่อสร้างอาคารหรือที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายสำคัญสำหรับการเติบโตของภาคก่อสร้างในระยะต่อไป ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) รวมถึงยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนรวม 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ แรงงานก่อสร้างสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศได้ราว 200,000 บาท/คน/ปี แต่จะพบว่า productivity ในปัจจุบันยังไม่สามารถปรับตัวดีขึ้นจากในอดีตได้มากนัก

นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังทำให้จำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานอายุราว 15-40 ปี ที่ในปี 2014 คิดเป็นสัดส่วน 48% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างโดยรวม ค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ 45% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างโดยรวมในปี 2020 อีกทั้ง ค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างยังอยู่ในระดับต่ำกว่าภาคธุรกิจอื่น ๆ โดยค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างในปี 2020 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7,529 บาท/เดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคธุรกิจอื่น ๆ อย่างค้าส่ง/ค้าปลีก การผลิต และโรงแรม/ร้านอาหารจะอยู่ในระดับสูงกว่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,499 บาท/เดือน 8,845 บาท/เดือน และ 9,034 บาท/เดือน ตามลำดับ2

กล่าวได้ว่าค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคก่อสร้างเผชิญสถานการณ์การไหลออกของแรงงานไปยังภาคธุรกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสัดส่วนแรงงานอายุน้อยในภาคก่อสร้างที่ค่อย ๆ ลดลงจากเทรนด์การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ท่ามกลางความต้องการใช้แรงงานพื้นฐานอย่างเข้มข้นของภาคก่อสร้าง ทำให้ภาคก่อสร้างยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยในปี 2020 จำนวนแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างทั้งหมด

2 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้อย่างแพร่หลาย ควบคู่การ upskill แรงงาน จะช่วยยกระดับ productivity ภาคก่อสร้าง ภาคก่อสร้างยังเป็นภาคธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานพื้นฐานอย่างเข้มข้น ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับ productivity ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเป็นผลมาจากการกระจายงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมและขั้นตอนการทำงานที่หลากหลายไปยังผู้รับเหมาช่วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ยังขาดองค์ความรู้และเงินทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีก่อสร้าง ทำให้การใช้เทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางบางส่วนเท่านั้น อีกทั้ง ในช่วงที่ผ่านมา แม้ภาคก่อสร้างจะเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน แต่ก็ยังสามารถพึ่งพาแรงงานต่างชาติได้ จึงยังไม่มีความจำเป็นหรือแรงจูงใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับ productivity หรือทดแทนแรงงานมากนัก

ทั้งนี้ ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีในภาคก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นการนำมาใช้เฉพาะในบางขั้นตอนเท่านั้น เช่น ขั้นตอนการก่อสร้างแบบสำเร็จรูปอย่าง Prefabrication และ Modular การบริหารจัดการโครงการก่อสร้างที่มีการใช้ Building Information Modeling (BIM) และ Enterprise Resource Planning (ERP) โดยการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังจำกัดในผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางบางส่วนเท่านั้น ขณะที่เมื่อพิจารณา supply chain ของภาคก่อสร้าง จะพบว่ามีขั้นตอนและกิจกรรมการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดหาวัสดุก่อสร้าง การสำรวจพื้นที่การก่อสร้าง การส่งมอบงานไปจนถึงการบริการดูแลรักษาระบบต่าง ๆ หลังการส่งมอบงาน

EIC มองว่า การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น จะช่วยเพิ่ม productivity ภาคก่อสร้าง โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลาง ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และเงินทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีก่อสร้าง อาจขยายการใช้เทคโนโลยีจากที่ใช้เฉพาะขั้นตอนการก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่การใช้เทคโนโลยีตลอด supply chain ตั้งแต่จัดหาวัสดุก่อสร้าง สำรวจพื้นที่ ส่งมอบงานไปจนถึงบริการดูแลรักษาระบบต่าง ๆ หลังการส่งมอบงาน ขณะที่ผู้ประกบอการขนาดเล็กอาจเริ่มต้นจากการใช้ BIM และ ERP ก่อน

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีนำเข้าเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีก่อสร้าง การสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้อย่างแพร่หลายจะสามารถลดการใช้แรงงานพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถ upskill แรงงานพื้นฐานให้ไปทำงานที่ทักษะสูงขึ้นแทน ทั้งงานควบคุมเทคโนโลยี และงานที่ใช้ฝีมือ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับ productivity แรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของผู้ประกอบการในระยะยาว

ที่มา : Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

สถานภาพและศักยภาพในการแข่งขัน

สำหรับภาวะการแข่งขันจากข้อมูลจำนวนบริษัทในแต่ละกลุ่มขนาดธุรกิจ อาจสะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดได้ระดับหนึ่งว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กน่าจะมีสภาพการแข่งขันที่สูงที่สุดเนื่องจากอุปสรรคการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) มีไม่มาก เพราะใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี ความชำนาญและการบริหารจัดการที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้รับเหมารายใหญ่ แม้จะมีอุปสรรคบ้างด้านกฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประกอบกิจการ แต่ก็ถือว่าสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทำให้ตลาดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กมีผู้ประกอบการจำนวนมาก

ส่วนตลาดของผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นตลาดที่น่าจะมีการแข่งขันน้อยที่สุด เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) ค่อนข้างสูง เช่น ขนาดเงินลงทุนจำนวนมาก ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่ตลาดของผู้ประกอบการขนาดกลางอาจมีสภาพการแข่งขันพอสมควร โดยการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับปริมาณงานก่อสร้างในแต่ละสถานการณ์ หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดี มีปริมาณงานก่อสร้างมาก ก็มักจะพบว่าการแข่งขันไม่รุนแรงมากนัก แต่หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ปริมาณงานก่อสร้างหดตัวลง ย่อมมีส่วนผลักดันให้สถานการณ์การแข่งขันเข้มข้นขึ้นตามมา เพราะจำนวนผู้ประกอบการในตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือหากมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันในตลาดระดับนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจมีการตัดราคาค่ารับเหมาก่อสร้างก็ได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาการแข่งขันตามประเภทของงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชน พบว่า ในตลาดก่อสร้างภาครัฐ หน่วยงานของรัฐมักแบ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่จะสามารถรับงานโครงการขนาดต่าง ๆ ด้วยขั้นตอนการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการจ้าง (Pre-qualification) โดยใช้เกณฑ์พื้นฐานต่าง ๆ ในการพิจารณาได้แก่ ฐานะทางการเงินขั้นต่ำ จำนวนเครื่องมือเครื่องจักรขั้นต่ำ จำนวนบุคลากรขั้นต่ำ ตลาดการก่อสร้างภาครัฐจึงมีการแบ่งระดับตามมูลค่าโครงการอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะเข้าแข่งขันในโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้โครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดก่อสร้างภาครัฐว่ามีระดับการแข่งขันไม่สูงเมื่อเทียบกับผู้รับเหมาตลาดอื่น ๆ

ในส่วนของตลาดก่อสร้างภาคเอกชน แม้บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่ระบุว่า ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมีสภาพการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการที่มีการลงนามในสัญญาจ้างแล้ว กลับพบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีงานค่อนข้างทั่วถึง ทั้งการก่อสร้างอาคารชุดและที่พักอาศัยที่มีเป็นจำนวนมาก พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมักจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง จนอาจมีการตัดราคากันเพื่อความอยู่รอด

ทั้งนี้ ถือได้ว่าปริมาณความต้องการงานบริการด้านก่อสร้าง และออกแบบ จัดหา และรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมทั้งโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ และโครงการเก่าที่ต้องการปรับปรุง ดังนั้น โอกาสในการเติบโตของธุรกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่มีคุณภาพและมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็งจะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันสูงเนื่องจากผู้รับเหมาที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการดำเนินงานมีความยืดหยุ่นในการรับงานทั้งขนาดใหญ่ กลางและขนาดเล็ก และมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์เพื่อให้ได้ราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่งบริษัทถือว่ามีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน ประกอบกับได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า มากกว่า 33 ปี ที่อยู่ในวงการ จึงส่งผลให้บริษัทมีโอกาสชนะการประมูลงานด้วยข้อเสนอด้านราคาที่ดีกว่า และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากผลงานในอดีตที่บริษัทได้ควบคุมและบริหารโครงการให้แล้วเสร็จทันต่อกำหนดการด้วยคุณภาพตามมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด รวมทั้งความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการที่ธุรกิจของบริษัทครอบคลุมถึงลูกค้าในกลุ่มการก่อสร้างเพื่อการอยู่อาศัย การก่อสร้างเชิงพาณิชย์ และการก่อสร้างเชิง อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นทั้งโครงการก่อสร้างใหม่ และงานปรับปรุงและพัฒนาระบบวิศวกรรมสำหรับอาคารหรือโรงงานเดิมดังนั้นผลกระทบจากปัจจัยลบในภาคธุรกิจหนึ่งธุรกิจใดจึงมีผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่ง อื่น ๆ นอกจากการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้รับเหมาไทยแล้ว ยังมีผู้รับเหมาต่างชาติ และกิจการร่วมทุนระหว่างผู้รับเหมาต่างชาติกับผู้รับเหมาไทย เป็นคู่แข่ง โดยการประเมินส่วนแบ่งทางการตลาดสามารถทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลไว้อีก ทั้งการจัดกลุ่มของผู้รับเหมาโดยแยกตามความชำนาญประสบการณ์ และคุณภาพของผลงาน ก็สามารถทำได้ยาก เนื่องจากการติดตั้งเพื่อให้ระบบทำงานได้นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายสำหรับวิศวกรที่ผ่านการทำงานมา แต่คุณภาพความประณีต และอายุการใช้งานของงานติดตั้ง ตลอดจนความสามารถในการเตรียมระบบงานที่มีความซับซ้อนเป็นสิ่งที่ผู้รับเหมาแต่ละกลุ่มจะมีความสามารถที่แตกต่างกันและต้องอาศัยระยะเวลาในการพิสูจน์เพื่อจัดกลุ่มความชำนาญ

ในปี 2564 บริษัท ได้เข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ และขนาดกลางของภาครัฐและภาคเอกชนหลายโครงการ ชนะการประมูล รวม 23 โครงการ คิดเป็นมูลค่างาน จำนวน 8.6 พันล้านบาท และหลังจากการรับรู้รายได้ในปี 2564 จำนวนรวม 7.37 พันล้านบาท ทำให้ ณ ต้นปี 2565 บริษัทมีงานในมือ (backlog) 21.6 พันล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2565 และปีต่อ ๆ ไป นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนการที่จะเข้าร่วมประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทย และต่างประเทศ รวมถึง การเข้ารับงานจากภาคเอกชนรายใหญ่โดยคาดว่าจะได้รับงานเพิ่มเติมในปี 2565 อีกประมาณ 8.2 พันล้านบาท

บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้น โดยได้กำหนดกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานของบริษัทให้บริหารจัดการและดำเนินการตามกรอบของ ESG ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งในบริเวณโครงการที่ปฏิบัติงาน ในเรื่องของขยะและมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในโครงการ หรือประชาชนบริเวณข้างเคียง เน้นเรื่องความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นสำคัญ การเลือกคัดสรรและใช้วัสดุต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การส่งเสริมและพัฒนาพนักงานและแรงงานให้มีความรู้และความสามารถเพิ่มทั้งในด้านเทคนิคงานก่อสร้างและติดตั้งระบบ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทผลิตผลงานที่ดีให้กับลูกค้าและเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป บริษัทให้ความสำคัญกับ Value Chain มาโดยตลอด มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงให้การสนับสนุนในเรื่องของนวัตกรรมสำหรับงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างใหม่ ๆ

ดังนั้นในปี 2565 บริษัทเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้เกิดความล่าช้าของโครงการ รวมถึงการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพื่อให้บริษัทได้รับผลกำไรตามเป้าหมาย บริษัทให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและมีการวัดผลงานอย่างชัดเจน บริษัทส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในองค์กร และนอกองค์กร เพื่อเป็นส่วนที่จะทำให้บริษัทก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

cross menu